เฮนรี่ คาเวนดิช (Henry Cavandis)
เฮนรี่ คาเวนดิช นักเคมีและนักฟิสิกส์ ทุกวันอังคารในปลายศตวรรษที่สิบแปด ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ บรรดาสมาชิกของราชสมาคม ได้มาร่วมชุมนุมรับประทานอาหารมื้อเย็นและเพื่ออภิปรายถึงการพัฒนาการอย่างใหม่ ๆ ในวิทยาศาสตร์ ที่งานนี้จะเห็นรูปภาพรูปหนึ่งเด่นสะดุดตาที่สุด ภาพที่ว่านี้คือ ภาพวาดรูป เฮนรี่ คาเวนดิช เฮนรี่ คาเวนดิช เป็นบุตรชายของลอร์ดคาเวนดิช เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1731 ที่เมืองไนซ์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเขาอายุได้ 11 ปี บิดาได้ส่งตัวไปเรียนยังโรงเรียนเฮคเนย์ในประเทศอังกฤษ เฮนรี่เป็นคนเรียบร้อย ค่อนข้างเรียนเก่งดังนั้นในปี ค.ศ.1749 ก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่การเรียนของเขาต้องชะงักลงกลางคัน เฮนรี่จำใจลาออกจากมหาวิทยาลัยทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ต้องกลับไปช่วยงานทางบ้านอยู่หลายปี แต่ด้วยใจรักในวิชาวิทยาศาสตร์ในที่สุดซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 1760 เฮนรี่ คาเวนดิช จึงได้เข้าเป็นสมาชิกในราชสมาคมวิทยาศาสตร์ของประเทศอังกฤษ หกปีต่อมา เฮนรี่ คาเวนดิช ก็สรุปคุณสมบัติของไฮโครเจนและกรดคาร์บอนิคออกมาได้ นอกจากนี้ยังค้นพบธาติไนโตรเจน และบรรยายคุณสมบัติของธาตุไนโตรเจนได้อย่างถูกต้องและบรรยายคุณสมบัติของธาตุไนโตรเจนได้อย่างถูกต้อง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ผลงานของเฮนรี่มิได้ตีพิมพ์เผยแพร่ งานชิ้นสำคัญของเฮนรี่ คาเวนดิช คือการค้นพบส่วนประกอบของน้ำการค้นพบนี้นับว่าสำคัญยิ่ง เพราะในยุคนั้นนักเคมียังเชื่อถือในทฤษฎี "โฟยิสตัน" อยู่ ทฤษฎีโฟยิสตัน มีประวัติความเป็นมาดังนี้คือ ในสมัยโบราณกาลนั้นชาติที่รุ่งเรืองยิ่งมี อินเดีย จีน อียิปต์และกรีกชนชาติที่เจริญเหล่านี้เชื่อว่าสารต่าง ๆ ในโลกเกิดจากธาตุ 4 ธาติ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ เช่น ไม้จะประกอบด้วยธาตุไฟกับธาตุดินเพราะไม้ติดไฟได้และเมื่อไฟเผาไม้หมดแล้วจะเหลือถ่าน คือธาตุดินเอาไว้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1703 นายแพทย์บอร์ช เอินสท์ สทอฮ์ มีความคิดที่แปลกไปจากความเชื่อดั้งเดิม คือ ไฟเป็นสารชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยสารที่มองไม่เห็นคล้ายอากาศ และเขาเรียกสารที่มองไม่เห็นแต่คล้ายอากาศนี้ว่า โฟยิสตัน เมื่อสารถูกเผาโฟยิสตันในสารนั้นจะหนีออกมา สสารนั้นจึงลุกติดเป็นไฟส่วนน้ำนั้นไม่มีโฟยิสตันรวมอยู่ด้วย น้ำจึงเผาไม่ลุกเป็นไฟ เฮนรี่ คาเวดิช ได้นำเอาอากาศสองชนิดมาผสมกันในหลอดแก้ว อากาศชนิดหนึ่ง คือ ไฮโดรเจน แต่ในสมัยนั้นเรียกว่า "อินเฟลมมาเบิล แอร์" สองส่วน รวมกับออกซิเจน ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า "ดีไฟยิสติเกเทดแอร์" ส่วนหนึ่งเมื่อจัดการเอาอากาศทั้งสองอย่างผสมกันในหลอดแก้วแล้ว เขาก็ผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป จะได้หยดน้ำเกิดขึ้นในหลอดแก้วทดลองทุกครั้ง นักเคมีคนอื่น ๆ ไม่ยอมเชื่อถือ ทั้ง ๆ ที่เฮนรี่ทดลองให้เห็นกับตาอยู่หลายครั้ง และผลงานที่ทดลองนี้เฮนรี่ก็มิได้พิมพ์ออกเผยแพร่ ดังนั้นเกียรติคุณของการเป็นผู้พบองค์ประกอบของน้ำจึงกลายเป็นของวัตต์ผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำไป เฮนรี่ คาเวนดิช นอกจากทดลองพบองค์ประกอบของน้ำแล้ว เขายังทดลองพบองค์ประกอบของกรดไนตริคอีกด้วย กล่าวคือ ในการทดลองผสมก๊าซสองอย่างให้กลายเป็นหยดน้ำนั้นบางครั้งหยดน้ำที่ได้เมื่อทดสอบดูกลับมีฤทธิ์เป็นกรดและเมื่อวิเคราะห์หยดน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรดต่อไปจึงได้พบว่าเป็นกรดไนตริค เฮนรี่ อธิบายว่ากรดไนตริคที่เขาพบนั้นประกอบด้วยไนโตรเจนกับก๊าซอีกสองชนิด เฮนรี่ คาเวนดิช ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ คือทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับงานในปีสุดท้ายของชีวิตระหว่างฤดูร้อน เขาได้ท่องเที่ยวไปทั่วอังกฤษ ศึกษาเรื่องหินและดิน การทดลองอันยิ่งใหญ่อันสุดท้ายของเฮนรี่ คาเวนดิช ก็คือการทดลองหาแรงดึงดูดของโลกระหว่างวัตถุหรือจะพูดอีกอย่างว่าการทดลองหาน้ำหนักของโลกก็คงไม่ผิดความจริงแต่อย่างใด การทดลองหาน้ำหนักโลกยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ เฮนรี่ คาเวนดิช ก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1810