คุณค่าของเพชร
เพชรสวยงามและมีราคาแพงที่สุดคือเพชรที่มีคุณลักษณะต่อไปนี้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คือ สี (Color) ความบริสุทธิ์ (Clarity) น้ำหนักกะรัต (Carat) และการเจียระไน (Cut)

สี เพชรกำหนดคุณภาพตามสี โดยเริ่มที่ตัวอักษร D เรียงไปถึงตัว Z ถึงแม้ว่าเพชรส่วนใหญ่จะดูขาวใส หากดูอย่างละเอียดจะเห็นสีเหลืองหรือน้ำตาลเจือปนอยู่ซึ่งทำให้คุณภาพของเพชรลดลง แตกต่างจากเพชรที่หายากเช่นเกรด D ซึ่งเป็นเพชรที่ขาวใสพิเศษราคาสูง ส่วนพวกเพชรแฟนซี ซึ่งมีสีสันชัดเจน เช่น สีแดง ชมพู ฟ้า เขียว และเหลืองขมิ้น จะหายากมากและมีราคาสูง

ความบริสุทธิ์ เมื่อมองผ่านแว่นขยาย เราจะเห็นร่องรอยตามธรรมชาติที่อยู่ในเนื้อเพชรได้ ซึ่งเป็นตำหนิรูปร่างของเพชรเหมือนผลึก หมอก หรือขนแมว เนื้อเพชรที่ใสสะอาดและราคาสูงจะไม่มีรอยตำหนิดังกล่าว เพชรที่มีรอยตำหนิน้อยมากจัดอยู่ในเกรด VVS1 หรือ VVS2 ยิ่งมีตำหนิมากคุณภาพหรือเกรดก็ยิ่งลดลงและห่างชั้นจากกลุ่มเพชรหายาก ตำหนิที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจะจัดอยู่ในเกรด I1 หรือ I3

กะรัต น้ำหนักของเพชรวัดเป็นกะรัต หนึ่งกะรัตแบ่งออกเป็น 100 สตางค์ ดังนั้น เพชรขนาด 0.75 กะรัตจึงเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าเพชรขนาด 75 สตางค์ ถึงแม้เพชรจะมีขนาดเท่ากันแต่อาจแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องราคาและความสุกสว่างของเพชร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะอื่นๆ เช่น สี ความบริสุทธิ์ และการเจียระไน

การเจียระไน เพชรไม่ว่ารูปทรงใดถ้าได้รับการเจียระไนอย่างถูกต้องจะทอประการแพรวพราวเล่นแสงอย่างดีเยี่ยมและสวยงามมาก ในขณะที่ธรรมชาติกำหนดสี ความบริสุทธิ์ และนำหนักของเพชรแต่ละเม็ด ช่างเจียระไนเพชรจะช่วยจัดเหลี่ยมให้เพชรมีความแวววาวเต็มที่ เพชรที่เจียระไนได้สัดส่วนพอดีจะสะท้อนแสงซึ่งหักเหจากเหลี่ยมหนึ่งไปยังอีกเหลี่ยมหนึ่งออกมาทางพื้นผิวหน้าตัดของเพชรทำให้ตัวเพชรมีความสวยงาม เล่นแสงและแยกสเป็กตรัมของแสงเห็นเป็นเฉดสีต่างๆ ออกมา ส่วนเพชรที่เจียระไนผิดส่วนคือตื้นหรือลึกเกินไปจะปล่อยให้แสงวิ่งหลุดไปทางฐานด้านล่าง การเล่นแสงจึงด้อยลง เพชรที่เจียระไนถูกส่วนจึงทอประกายได้ดีกว่าและมีราคาสูงกว่าเพชรที่เจียระไนไม่ได้สัดส่วน