โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "เศรษฐกิจแบบพอเพียง"
ประชาชนชาวไทยและชาวโลกต่างได้รับรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่นับเป็นจุดเด่นที่คนทั่วไปจะสำนึกถึงก่อนก็คือ ทรงห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์อย่างมากและ ให้ความสนพระทัยในการที่จะพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้มีชีวิตที่ดีโดยตลอด ยิ่งพิจารณาจากโครงการพระราชดำริต่างๆ กว่าสามพันโครงการแล้วจะยิ่งประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาอย่างแท้จริง ที่ทรงมุ่งมั่นการพัฒนา เพื่อคนยากจนให้พอมี พอกิน ำม่อดอยากและสามารถช่วยตนเองได้อย่างแท้จริง

การดำเนินชีวิตในระบบเศรษฐกิจ "แบบพอเพียง" ตามแนวพระราชดำริ
ศัพท์ทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มีความหมายตรงกับคำว่า "Self - Sufficient Economy" มีความหมายถึงการดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระราชดำริเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งมวล ในวาระที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงจนเกิดผลกระทบทั่วทั้งประเทศ พระองค์ทรงพระราชดำรัสว่า "... ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปในทางที่จะทำให้กลับมาเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะครึ่งหนึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะสามารถอยู่รอดได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ..." "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" คือ การดำรงชีวิตในความพอดี มีชีวิตใหม่คือหวนกลับมาใช้วิถีชีวิตไทย จะทำให้ชาติบ้านเมืองและตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีความสุขที่สุด ความหมายเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่งๆ ในการผลิตสินค้า และบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆ ที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลนั้น คือ ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะตามอัตภาพและที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด หากกล่าวโดยสรุปได้ว่า การพึ่งพาตนเองมีหลักสำคัญ 5 ประการคือ
1. ด้านจิตใจ ทำตนให้เป็นที่พึ่งตนเอง มีจิตสำนึกที่ดีสร้างสรรค์ตนเองและประเทศชาติ รวมมีจิตใจเอื้ออาทร ประนีประนอม เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
2. ด้านสังคมแต่ละชุมชน ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นอิสระ
3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ใช้และจัดการอย่างฉลาดพร้องทั้งเพิ่มมูลค่าให้ยึดอยู่บนหลักการของความยั่งยืน
4. ด้านเทคโนโลยี จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ๆ มีทั้งดีและไม่ดี จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้านและเลือกใช้เฉพาะที่สอดคล้อมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมและการพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาของเราเอง
5. ด้านเศรษฐกิจ แต่เดิมนักพัฒนามักมุ่งที่การเพิ่มรายได้ และไม่มีการมุ่งที่การลดรายจ่าย ในเวลาเช่นนี้จะต้องปรับทิศทางใหม่ คือ จะต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสำคัญและยึดหลักพออยู่พอกินพอใช้

ทฤษฎีใหม่ 3 ขั้น ในเศรษฐกิจพอเพียง
พระราชดำรัสที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ ของพระเจ้าอยู่หัว เป็น 3 ขั้น ซึ่งขยายความดังต่อไปนี้
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ผลิตอาหารบริโภคเอง เหลือขาย ทำให้ไม่กินอิ่ม ไม่ติดหนี้ มีเงินออม
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน ทำเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตร หัตถกรรม อุตสาหกรรม แปรรูปอาหาร ทำธุรกิจ ปั๊มน้ำมัน ขายอาหาร จัดการท่องเที่ยว ชุมชนมีกองทุนชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้าน
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 เชื่อมโยงกับบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งการส่งออก

ระเบียบวาระแห่งการประชุม (National Agenda) ที่ควรทำอยู่ 7 เรื่องคือ
1. สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่
2. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม
3. ปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน
4. ปฏิรูประบบรัฐ ทั้งการเมืองและระบบราชการ
5. ปฏิรูปการศึกษา
6. ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม
7. ปฏิรูปกฎหมาย
ทั้ง 7 เรื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมดโดยเฉพาะทุกเรื่อง ต้องนำไปสู่การเป็นคนและสังคมที่ดี มีคุณค่า น่าเชื่อถือและจิตสำนึกที่ดี ให้ความภาคภูมิใจ ความมีศักดิ์ศรี ความมีพลังและความสำเร็จจะเป็นทุนทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ดังนั้นคนไทยทุกคนควรถือเป็นหน้าที่ ที่จะช่วยกันสร้างคุณค่าและจิตสำนึกให้พ้นจากการฉ้อฉลคอร์รัปชั่น เอาเปรียบ ทำร้ายผู้อื่น ไม่ขยัน ไม่พูดความจริง ไม่โปร่งใส ไม่นึกถึงคนอื่น ไม่รับผิดชอบ ใช้อำนาจไม่ทะนุบำรุงของที่เป็นส่วนรวม ไม่ขวนขวายสร้างและใช้ความรู้ แต่ใช้ความเห็นและการคาดเดา ขาดความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง ต้องใช้ความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย คนไทยทุกคนควรพัฒนาตนเองไปสู่ความมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า รักความจริง รักผู้อื่น รักความสุจริตยุติธรรม โปร่งใส ไม่กลัวการตรวจสอบ ขวนขวายสร้างและใช้ความรู้ มีความสุขและภูมิใจในตัวเอง

เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจสังคม ธรรมรัฐแห่งชาติกับอนาคตของประเทศ
ธรรมรัฐแห่งชาติ (Good Governance) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูบูรณะประเทศ ถ้าปราศจากธรรมรัฐแห่งชาติ ประเทศไทยไม่มีวันหายวิกฤต เพราะธรรมรัฐแห่งชาติ หมายถึง ชาติที่มีความถูกต้อง ถ้าปราศจากความถูกต้องเราเจริญไม่ได้ ความไม่ถูกต้องนำไปสู่วิกฤตการทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ความถูกต้อง (ธรรม) แห่งชาติหรือธรรมรัฐแห่งชาติหมายถึง
- ธรรมรัฐในภาครัฐ (ทั้งการเมืองและระบบราชการ)
- ธรรมรัฐในภาคธุรกิจ (Corporate Good Governance)
- ธรรมรัฐภาคสังคม (ประชาสังคม - Civil Society)

ความถูกต้องในภาครัฐและภาคธุรกิจมีลักษณะอย่างน้อย 5 ประการคือ
1. มีความสุจริต
2. มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
3. มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
4. มีความร่วมมือกันทำความดี
5. มีความเข้มแข็งทางปัญญา เรียนรู้ และปรับตัวได้
ภาคสังคมต้องเป็นสังคมที่เข้มแข็งหรือประชาสังคม (Civil Society) ความเป็นประชาสังคมเป็นปัจจัยชี้ขาดในเศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของธรรมรัฐแห่งชาติ คนไทยทุกคนควรทำความเข้าใจและมีส่วนสร้างประชาสังคม