พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๒ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาที ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๓ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชนนนีตรัสเรียกว่า "ลูกโต"

ขณะทรงพระเยาว์

เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษาในปี พ.ศ.๒๔๓๑ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดีให้ทรงมีพระเกียรติยศเป็นชั้นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารและได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๓๕

การศึกษา
ในขณะทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง พระอาจารย์ภาษาไทย คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู อิศรางกูร ณ อยุธยา) และหม่อมเจ้าประภากร ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักกษ์ ส่วนภาษาอังกฤษทรงศึกษาจากนายโรเบิร์ต มอแลนต์ (Robert Morant) จนถึง พ.ศ.๒๔๓๖ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษาเศษ สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ มีผู้โดยเสด็จ ๔ ท่านคือ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์) พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ) ม.ร.ว.สิทธิ สุทัศน์ (นายพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) และพระมนตรีพจนกิจ ได้ทำหน้าที่พระอภิบาล และถวายพระอักษร

เมื่อเสด็จฯ ถึงประเทศอังกฤษแล้ว ได้ประทับที่ไบรตันราวเดือนเศษ แล้วจึงเสด็จไปประทับที่นอร์ลอดจ์ (North Lodge) ตำบลแอสคอต (Ascot) การศึกษาในระยะนี้เป็นการจ้างอาจารย์พิเศษมาสอน ณ ที่ประทับเซอร์ เบซิล ทอมสัน (Sir Basil Thomson) ถวายความรู้เบื้องต้น

ระหว่างประทับอยู่ที่แอสคอต ประเทศอังกฤษนั้น ทางประเทศไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้สวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแทน

ได้มีการประกอบพระราชพิธีขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๗ และที่สถานทูตไทยกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๗ ได้มีการส่งข้าราชบริพาร ไปประจำพระองค์ เฉลิมพระเกียรติตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ๒ ท่านคือ นายพันโท พระยาราชวัลลภานุสิษฐ์ (เจ้าพระยาราชศุภมิตร) พระตำรวจเอก สังกัดกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ กับนายร้อยเอก หลวงสรสิทธิ์ (นายพลเอกพระยาเทพอรชุน จเรทัพบกและการปืนเล็กปืนกล ภายหลังเป็นเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน)

หลังจากนั้น ได้ทรงย้ายที่ประทับไปยังบ้านใหม่ชื่อเกรตนี (G raiteny) ตำบลแคมเบอลีย์ (Camberley) ใกล้ออลเดอร์ชอต (Aldershot) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๙ ณ ที่นี้น นายพันโท ซี วี ฮูม (C.V.Hume) เป็นผู้ถวายการสอนวิชาการทหาร ส่วนวิชาการพลเรือน ได้แก่ นายโอลิเวียร์(Olivier) ครูชาวอังกฤษ แนะลายบูวิเยร์ (Bouvier) ชาวสวิสเป็นผู้ถวายการสอนภาษาฝรั่งเศส

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์ (Sandhurst) และย้ายที่ประทับไปอยู่ที่ฟริมลีย์ ปาร์ค (Frimley Prak) เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๑ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์แล้ว ได้ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Durham Light Infantry) ที่นอร์ธ แคมป์ (North Camp) ณ ออสเตอร์ชอต และได้เสด็จฯ ไปประจำหน่วยภูเขาที่ ๖ ค่ายฝึกทหารปืนใหญ่ที่โอกแฮมป์ตัน (Okehampton) ต่อมาอีกหนึ่งเดือนได้เสด็จฯ ไปศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮย์ท (School of Musketry of Hythe) ได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน

ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบนักเรียนนายร้อยแซนเฮินร์ส

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในด้านการทหารแล้ว ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และกฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์ เชิร์ช ( Christ Church) มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๒ ถึง พ.ศ.๒๔๔๔ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้นได้ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ(ไส้ติ่ง) อักเสบ มีพระอาการมาก ต้องทรงรับการผ่าตัดทันที่ พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Cuccession เสนอมหาวิทยาลัย

ในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมของสโมสร พระองค์ท่านได้ทรงก่อตั้งสโมสรคอสโมโปลิตัน (Cosmopolitan Society) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งชุมนุมนิสิต มีการบันเทิงด้วย การแลกเปลี่ยนกันอ่านคำตอบวิชาที่ศึกษาอยู่ นอกจากนี้ยังได้ทรงเข้าเป็นสมาชิกสโมสรบุลลิงตัน (Bullington Club) สโมสรคาร์ดินัล (Cardinal Club) และสโมสรการขี่ม้าด้วย

ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวได้เสด็จประพาสประเทศทางยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๔๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมงกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จฯ จากลอนดอนไปเฝ้ารับเสด็จที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นยังทรงรับมอบพระราชภาระเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็นพระบรมชนกนาถเสด็จฯ ไปร่วมทงานพระราชพิธีฉัตรมงคลสมโภชในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าวิคต่อเรียเสวยราชสมบัติครบ ๖๐ ปีใน พ.ศ. ๒๔๔๐ นอกจากานี้ได้เสด็จไปในงานพระราชพิธีบรรจุพระศพพระราชินีลุยซ่าแห่งเดนมาร์ก ในปี พ.ศ.๒๔๔๑ และพระราชพิธีบรรจุพระศพสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๔๕

เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานคร
หลังจากที่ได้ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จฯย้ายจากประเทศอังกฤษ ไปประทับที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะผูกสัมพันธไมตรี แล้วจึงเสด็จจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเพื่อนิวัติกรุงเทพมหานครตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๕ โดยได้เสด็จฯ ผ่านประเทสสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เสด็จฯ ถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๕

พระราชกิจขณะดำรงพระยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงเข้ารับราชการทหารในทันทีที่เสด็จกลับ และต่อมาทรงได้รับพระยศนายพลเอกราชองครักษ์ และทรงช่วยเหลือกิจการของสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ในปี พ.ศ.๒๔๔๗ ได้ทรงอุปสมบทตามโบราณราชประเพณี ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงได้รับพระสมณฉายาจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสพระราชอุปัชฌาย์ว่า "วชิราวุโธ"

ขณะทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหารทรงได้รับสมณฉายาว่า "วชิราวุโธ

หลังจากนั้นได้ประทับ ณ พระราชวังสราญรมย์ ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของสยามสมาคม และได้ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภาหอสมุดแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๔๘ ถึง ๒๔๕๓ ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ และครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ ซึ่งมีผลให้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "เที่ยวเมืองพระร่วง" และหลังจากที่เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักต์ใต้" ทรงใช้พระนามแฝงว่า "นายแก้ว" นอกจากนี้ได้ทรงมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายหลายฉบับและก่อนหน้าที่จะขึ้นครองราชย์เพียง ๒ - ๓ เดือน ก็ได้ทรงรับมอบหมายให้ทรงดำเนินงานกระทรวงยุติธรรมซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเสนาบดี จึงนับว่าทรงมีพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานของประเทศชาติ

เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทน ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดเป็น ๒ งาน คือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔

พระมเหสีและพระราชธิดา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีหมั้นกับหม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวีวรวรรณ ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๓ และทรงเลิกพระราชพิธีหมั้น เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๓ ด้วยเหตุที่พระราชอัธยาศัย และพระอัธยาศัยมิได้ต้องกัน

ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าลักษณมีลาวัณ วรวรรณ เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๖๔ และเป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ต่อมาพระนางเธอทรงแยกอยู่แต่ลำพัง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับคุณเปรื่อง สุจริตกุล พระสนมเอกและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระสุจริตสุดา เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ต่อมาได้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับคุณประไพ สุจริตกุล ผู้น้องเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๔ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระอินทราณี ต่อมาได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวรราชชายาเธอพระอินทรศักดิศพระบรมราชินี เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ และเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีพระวรราชชายา เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘

ส่วนพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี นั้นเดิมคือ เจ้าจอมสุวัทนา (คุณเครือแก้ว อภัยวงศ์) ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๗ ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเวที เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ได้ประสูติพระราชธิดาคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘

สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินอาหารขัดข้อง ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร มาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ และสวรรคต ณ พระที่นั่งจักพรรดิพิมาน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ พระชนมพรรษาเป็นปีที่ ๔๖ เสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้ ๑๕ พรรษา

พระราชกรณียกิจสำคัญ
ถึงแม้รัชสมัยของพระบาทสมเด็นพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะมีระยะสั้นเพียง ๑๕ ปี เท่านั้นก็ตาม แต่ก็ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยหลายด้าน ซึ่งจะได้นำมากล่าวเพียงสังเขปเฉพาะเรื่อง ๆ ดังต่อไปนี้

- ด้านการศึกษา
ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำวิว่า วัดในประเทศไทยมีจำนวนมากอยู่แล้ว และการสร้างวัดในสมัยก่อนนั้นจุดประสงค์ประการหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสถานศึกษาจึงสมควรสร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรง ดังนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๕๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เป็นโรงเรียนในพระองค์โดยดำเนินการตามแบบโรงเรียนกินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอนและอบรมเด็กชายให้เป็นสุภาพบุรุษใช้ระบบให้นักเรียนปกครองกันเอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมปลาย พ.ศ.๒๔๖๑ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้น เพื่อควบคุมการดำเนินงานการศึกษาของเอกชนให้มีประสิทธิภาพ พ.ศ.๒๔๖๔ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทยที่ได้มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้ มีสาระสำคัญคือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ ในด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นับว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงวางรากฐานการศึกษาแผนใหม่ ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา

เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ด้านการศาสนา
ได้ทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศ ๑ พรรษา ทรงรอบรู้ในหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้หลายเล่ม เช่น "พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร" และ "เทศนาเสือป่า" ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและศาสนาต่าง ๆ ที่ทรงบรรยายแก่เสือป่าทุกวันเสาร์ ต่อจากการบรรยายเรื่องวิชาทหาร ในระหว่างวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๘ เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรวาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพบพระพุทธรูปโบราณองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย องค์พระชำรุดมาก แต่ส่วนอื่น ๆ ยังดีอยู่ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นและหล่อองค์พระขึ้นใหม่ มีขนาดสูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปยืน ทรงพระราชทานนามว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ศรีอินทราทิตย์ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร ประดิษฐ์ไว้ ณ พระวิหารโถงด้านหน้าของพระปฐมเจดีย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘

-ด้านการเศรษฐกิจและการส่งเสริมสินค้าไทย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคลังออมสินขึ้นเป็นเริ่มแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๘ เพื่อฝึกให้ราษฎรรู้จัดประหยัดเก็บสะสมทรัพย์และนำเงินไปฝากไว้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันได้มีพัฒนาการขึ้นเพื่อธนาคารออมสิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกการพนันบ่อนเบี้ยซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่าเมื่อประเทศชาติรุ่งเรืองขึ้น ในภายหน้าจะต้องมีการก่อสร้างบ้านเรือนอาคารพาณิชย์ และสถานที่ราชการตามแบบอารยประเทศ จำเป็นต้องใช้ซิเมนต์เป็นจำนวนมาก จึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘ ในด้านการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหัตถศิลปไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตำหนักจิตรลาดารโหฐาน ในบางปีได้จัดขึ้นที่สนามเสือป่า หรือสวนสราญรมย์ และท้ายที่สุดได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมงานแสดงสินค้าและผลิตผลในด้านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ และเผยแพร่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจสินค้าไทย พระราชทานว่า "งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์" แต่งานต้องเลิกล้มไปเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน สถานที่จัดงานคือ สวนลุมพินีในปัจจุบันเป็นที่ดินส่วนพระองค์ ได้พระราชทานให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘

- ด้านคมนาคม
ได้ทรงปรับปรุง และขยายกิจการรถไฟ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๐ เป็นต้นมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟ ซึ่งเคยแยกเป็น ๒ กรม เข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า กรมรถไฟหลวง การเจาะอุโมงค์ รถไฟยาวที่สุดลอดเขาขุนตาล ก็เป็นผลสำเร็จในรัชกาลนี้ ได้เริ่มเปิดการรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ทรงเปิดเดินรถด่วนระหว่างประเทศสายใต้ติดต่อกับรถไฟมลายู (มาเลเซีย) จากธนบุรีถึงไปเชื่อมกับปีนังและสิงคโปร์ นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม ๖ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมทางรถไฟทั้งปวงในพระราชอาณาจักร โดยโยงเข้ามาสู่ศูนย์กลางที่สถานีหัวลำโพง ได้ทรงตั้งกรมอากาศยาน เริ่มการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศ ระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมาเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๕๗

สถานีรถไฟหัวลำโพง

- ด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวชิรพยาบาล เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ และในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ทรงเปิดสถานเสาวภาเพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ที่ถูกสัตว์ร้ายกัด และทำเชื้อป้องกันโรคระบาด เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย และประเทศใกล้เคียงอีกด้วย

- ด้านการปกครองและการฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมืองชั่วคราว เพื่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเปลี่ยนคำเรียกชื่อเมืองเป็นจังหวัด รวมมณฑลเป็นภาค ทรงยกกรมทหารเรือเป็นกระทรวงทหารเรือเปลี่ยนชื่อกระทรวงกรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ทรงจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรมขึ้นใหม่ ทรงจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา และกรมมหรสพ ทรงมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองนี้จากประเทศอังกฤษ ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์ ได้ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าเมืองไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่พระองค์มิได้ทรงจัดดำเนินการในทันที ได้ทรงทำการทดลองระบอบประชาธิปไตยทีละเล็กละน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย ต่อมาได้สลายตัวไปหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

- ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ มีความมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร ซึ่งจะทำให้เป็นราษฎรที่มีคุณภาพ มีวินัย เคารพกฎหมายบ้านเมือง และเพื่อปลุกใจให้มีความรักในพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา และเพื่อส่งเสริมความสามัคคี นอกจากกองเสือป่าแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มจัดตั้งกองลูกเสือ กองลูกเสือกองแรกจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือโรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ เพื่อฝึกเยาวชนให้มีคุณสมบัติที่ดี มีความสามัคคี ความมานะอดทนและเสียสละเพื่อส่วนรวมและเป็นผู้ช่วยรบได้ในยามคับขัน ต่อมาได้ขยาย กิจการไปทั่วประเทศ ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือ "เสือชีพ อย่าเสียสัตย์" และยังได้ทรงแสดงคุณค่าของการเป็นลูกเสือ ไว้ในพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง "หัวใจนักรบ" และ "ความดีมีไชย" กิจการลูกเสือไทยได้เจริญรุ่งเรืองเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ และได้มีวิวัฒนาการเป็นกองอาสารักษาดินแดน ลูกเสือชาวบ้าน และเนตรนารี เป็นต้น

ทรงตรวจพลแถวเสือป่า

- ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อเกิดมหายุทธสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้นในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗ ในตอนต้นสงครามประเทศไทยได้ประกาศตนเองเป็นกลาง แต่ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศเยอรมันนี ออสเตรีย และฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ เพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และเพื่อความเที่ยงธรรมของโลกเป็นส่วนรวม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิยยุโรปด้วย การเข้าร่วมสงครามโลกในครั้งนั้น เป็นผลดีแก่ประเทศเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะผู้ชนะสงคราม ประเทศไทยสามารถเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สนธิสัญญาจำกัดอำนาจการเก็บภาษี ซึ่งไทยเสียเปรียบเป็นอันมาก ทำให้ประเทศไทยพ้นสภาพเสียเปรียบในด้านการศาล ทรงพระราชดำริให้มีสิ่งเตือนให้คนไทยได้ระลึกถึงมหามงคลสมัยที่ฝ่ายไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรนั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการใช้ธงช้างเดิม ซึ่งเป็นธงสีแดง มีรูปช้างเผือกเป็นธงชาติ และทรงริเริ่มการใช้ธงชาติที่มี ๓ สี คือ สีแดง ขาว น้ำเงิน ตามลักษณะสีธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับประเทศไทยได้ใช้อยู่ได้เรียกว่า ธงไตรรงค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๐ เป็นต้นมา ดังนั้นเมื่อกองทหารไทยได้เดินทางไปร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ กับฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๖๑ นั้น ธงไตรรงค์ของไทยก็ได้โบกสะบัดในประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่ร้จักในต่างประเทศ ทหารอาสาจำนวนหนึ่งซึ่งไปราชการสงครามครั้งนี้ได้เสียชีวิลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ได้เป็นอนุสรณ์สถาน ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะระลึกถึงวีรกรรมของท่านเหล่านั้น โดยกำหนดเป็นรัฐพิธีในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลงเป็นประจำทุกปี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หัวทรงผูกประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีที่ยอด
ธงชัยเฉลิมพล กองทหารบกรถยนต์ ซึ่งได้อาสาไปในการพระราชทานสงคราม ในทวีปยุโรป ณ พลับพลาพิธีท้องสนามหลวง
ในวันที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒

- ด้านศิลปและวัฒนธรรมไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทะนุบำรุง และฟื้นฟูศิลปกรรมไทยทุกสาขา ตลอดจนสถาปัตยกรรมไทย และทรงส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ในด้านนาฎศิลป์ ทรงโปรดการแสดงละคร เป็นอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมมหรสพขึ้นโดยรวมเอากรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมหรสพ ทั้งในด้านนาฎศิลป์และดุริยางคศิลป์มาไว้ในกรมมหรสพที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ เช่น กรมโขน กรมปี่พาทย์มหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่งหลวง เป็นต้น และยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุกแห่ง เพื่อใช้แสดงละคร ในด้านจิตรกรรม ทรงสนพระราชหฤทัยในการวาดภาพล้อ และได้ทรงวาดภาพล้อไว้หลายชุด รวมทั้งได้ทรงวาดภาพล้อของข้าราชพบริพารไว้เป็นอันมาก ภาพฝีพระหัตถ์เหล่านี้ถ้าเป็นภาพล้อของผู้ใดผู้นั้นก็จะขอซื้อในราคาสูง เงินค่าภาพทั้งหมดส่งเข้าสมทบทุนการกุศลและภาพล้อทุกภาพก็จะนำไปลงพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิต ในด้านสถาปัตยกรรมไทย ทรงพรอพระราชหฤทัยอาคารทรงไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก คือ พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางใช้แสดงโขน และเป็นที่อบรมเสือป่า อาคารทรงไทยอื่น ๆ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ได้แก่ อาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ตั้งแต่ยังเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และตึกอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ในด้านวัฒนธรรมไทยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ พระราชประสงค์ให้นามสกุลเป็นหลักของการสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันทางบิดาผู้ให้กำเนิด เป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล นามสกุลก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะส่งเสริมความสามัคคีระหว่างเครือญาติ และทำให้เจ้าของสกุลสำนึกในความชั่วความดีและปฎิบัติตนดีเพื่อรักษาเกีรยติของสกุลไว้ นามสกุลจึงนับเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ นอกจากจะทรงเป็นผู้ให้กำเหนิดนามสกุลแล้วยังได้ทรงพระราชทานนามสกุลแก่ผู้ที่ขอมาด้วย โดยทรงกำหนดนามสกุลอย่างมีระเบียบแบบแผน ทั้งด้านเชื้อสาย อาชีพ บ้านเกิดของแต่ละบุคคล จำนวนนามสกุล พระราชทานทั้งหมดประมาณ ๖,๔๓๒ นามสกุล

- ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดงานด้านวรรณกรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงเริ่มงานประพันธ์ตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ โดยทรงริเริ่มออกวารสารรายสัปดาห์สำหรับเด็กชื่อว่า The Screech Owl และได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องสำหรับเด็กไว้ในวารสารนี้ด้วย พระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านตลอดจนรัชสมัยมีเป็นจำนวนมาก และมีทุกประเภท ได้แก่ โขน ละคร พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท พระบรมราชานุศาสนีย์ เทศนา ปลุกใจเสือป่า นิทานบทชวนหัว คำประพันธ์ ร้อยกรอง สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษา อังกฤษไว้หลายเรื่อง พระนามแฝงที่ทรงใช้อยู่มีจำนวนมาก เช่น ศรีอยุธยา รามจิตติ พันแหลม อัศวพาหุ เป็นต้น พระราชนิพนธ์แต่ละเล่มของพระองค์ท่าน นอกจากให้สาระและความเพลิดเพลินแล้ว ยังเต็มไปด้วยสุภาษิต ข้อคิด และ คำคมเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน และยังได้ทรงใช้วรรณกรรมปลุกใจให้รักชาติ รักความเป็นไทยอีกด้วย เช่น ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องพระร่วง และโคลงสยามมานุสสติ เป็นต้น รัชสมัยของพระองค์ท่านนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูวรรณกรรมทุกประเภทของไทย

สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงละครเรื่อง "พระร่วง" ทรงรับบทเป็น "นายมั่นปืนยาว"

- ในด้านการส่งเสริมการแต่งหนังสือ
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ วรรณคดีสโมสรขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ งานสำคัญอย่างหนึ่งของวรรณคดีสโมสรก็คือการพิจารณายกย่องหนังสือไทยประเภทต่าง ๆ ที่แต่งได้ดีเยี่ยม ปรากฎว่าบทละครเรื่องหัวใจนักรบ บทละครพูดคำฉันท์เรื่อง มัทนะพาธา และพระนลคำหลวง เป็นพระราชนิพนธ์อของพระองค์ท่าน ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่อง ในด้านงานหนังสือพิมพ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความสำคัญ ๆ ลงในหนังสือพิมพ์ เช่น "ยิวแห่งบูรพทิศ" ลงในหนังสือพิมพ์ "สยามออบเซอร์เวอร์" และ "โคลนติดล้อ" ลงในหนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" จนถึงกับมีประชาชนเขียนโต้ตอบให้ชื่อว่า "ล้อติดโคลน" ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ เป็นต้น นับว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชน ทั้งในด้านข่าวสาร ความคิดเห็น และการปลุกใจให้รักชาติ นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับแรกขึ้นเรียกว่า "พระราชบัญญัติสมุดเอกสารแลหนังสือพิมพ์ พ.ศ.๒๔๕๖" นับได้ว่า พระองค์ท่านทรงเป็นทั้งนักประพันธ์ กวี และ นักหนังสือพิมพ์

- พระเกียรติคุณและพระบรมราชานุสรณ์
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านอักษรศาสตร์ ได้ทรงทิ้งมรดกทางวรรณกรรมเป็นจำนวนมากให้ประชาชนชาวไทยได้อ่านและชื่นชมสืบทอดกันมา อีกทั้งทรงมีพระราชกรณียกิจอื่น ๆ อันเป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยและชาติไทยนานัปการ จึงทรงได้รับการยกย่องเทิดพระเกียรติคุณด้วยพระสมัญญานามว่า "สมเด็จพระมหาธีรราช" ซึ่งหมายถึงมหาราชผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ยกย่องพระองค์ท่านให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิด วันพระบรมราชสมภพ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ