ออกซิเจน : (Oxygen) ธาตุที่เราใช้หายใจ
ออกซิเจนเป็นธาตุที่ 8 ในตารางธาตุ และเรารู้จักกันดี มีมากในบรรยากาศ คือบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่ หนา 10 ไมล์นี้ จะเป็นสารประกอบของออกซิเจนเกือบ 2 ใน 3 ของเปลือกโลก ออกซิเจน ยังเป็นส่วนประกอบของสารต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าในบรรยากาศ 1 โมเลกุลของออกซิเจนจะประกอบขึ้นด้วยออกซิเจน 2 อะตอม ออกซิเจนมิใช่แต่จะเป็นธาตุที่มีมากอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อชีวิตอีกด้วย เมื่อเราหายใจเข้าอากาศจะเข้าไปในปอดของเรา ออกซิเจนบางส่วนที่ปนอยู่จะถูกดูดซึมเอาไปใช้ในร่างกายมันจะเข้าไปรวมกับสารต่างๆ ที่ได้จากอาหารแล้วกลายเป็นพลังงานทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ตลอดเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่นเราต้องหายใจ นั่นคือเรามีความต้องการออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา เคยมีคนทดลองอดอาหารอาทิตย์หนึ่งปรากฏว่ายังมีชีวิตอยู่ได้ อดน้ำเป็นวันก็ยังมีชีวิต แต่ถ้าขาดออกซิเจนเพียง 5 นาทีเท่านั้นจะต้องตาย จึงเห็นได้ว่า ออกซิเจนเป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อคนเราเพียงไร สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราส่วนมากเป็นของแข็ง ด้วยเหตุนี้จึงรักษารูปทรงเอาไว้ได้ ไม่ว่าสารนั้นจะมีความแข็งคล้ายอิฐ อ่อนนุ่มคล้ายน้ำผึ้ง ยืดหยุ่นคล้ายยาง หรือว่าแกร่งเหมือนเหล็ก เมื่อทำให้เป็นรูปร่างอย่างไร มันก็คงรูปร่างเช่นนั้นได้ ทั้งนี้เป็นเพราะการจัดเรียงโมเลกุลในของเข็งเหล่านั้นแน่นมาก แต่อย่างไรก็ตามโมเลกุลของๆ แข็งก็มีการสั่นไหวอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ถ้าเอาของแข็งมาเผา โมเลกุลของมันจะสั่นสะเทือนมากขึ้น เมื่อให้ความร้อนเพิ่มเข้าไปอีก โมเลกุลที่เกาะกันแน่นจะหลุดออกจากกัน แต่ละโมเลกุลจะเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ปรากฎการณ์เช่นนี้เรียกกันว่า ของแข็งหลอมละลายเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว น้ำเป็นของเหลวเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ ปรอท และน้ำมัน โมเลกุลของของเหลวไม่เกาะกันแน่นหนาเท่าของแข็ง เราไม่สามารถจะหยิบน้ำเหลวได้ด้วยมือ หรือเดินถือแก้วน้ำโดยไม่ให้น้ำในแก้วกระฉอกได้ เพราะของเหลวมีรูปร่างไม่แน่นอนเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะที่ใส่ บางครั้งโมเลกุลที่เกาะกันอยู่อย่างหนาแน่น เมื่อถูกความร้อนแทนที่จะหลอมละลายของแข็งนั้นกลับสลายตัว เช่น น้ำตาล เมื่อนำไปเผาจะสลายตัวกลายเป็นไอน้ำและถ่าน ในการสลายตัวเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงก็จะเกิดการระเบิดขึ้นได้ เช่น ดินปืน เป็นต้น โมเลกุลของของเหลวไม่อัดกันแน่นเหมือนของแข็ง แต่มันจะเกาะกับโมเลกุลข้างเคียงอย่างหลวมๆ ฉะนั้นเมื่อให้ความร้อน โมเลกุลจะเกิดการสั่นสะเทือน หลุดออกจากกันได้ง่ายเห็นได้จากการต้มน้ำ น้ำจะกลายเป็นไอหนีไปในอากาศได้ง่าย ของแข็ง ชองเหลว ก๊าซ ต่างก็เป็นสถานะของสาร สารประกอบส่วนมากและธาตุทุกธาตุจะอยู่ในภาวะทั้งสามนี้ คือเป็นทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ณ ที่อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ เช่น น้ำ ตามธรรมดาเป็นของเหลว เมื่อทำให้เย็นลงน้ำจะกลายเป็นของแข็งที่เรียกกันว่า น้ำแข็งนั่นเอง ถ้าน้ำได้รับความร้อนมากขึ้นมันจะอยู่ในสถานะเป็นก๊าซ คือไอน้ำที่เรารู้จักกันดี น้ำแข็ง น้ำเหลว และไอน้ำ ต่างเป็นสารชนิดเดียวกันที่อยู่ในสภาวะทั้งสาม โมเลกุลของน้ำแข็งจับกันไม่แข็งแรง ดังนั้นเมื่อได้รับความร้อนเพียงเล็กน้อยก็จะหลุดจากการเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันกลายเป็นน้ำเหลว สำหรับโมเลกุลของออกซิเจนยิ่งแข็งแรงน้อยกว่าน้ำหลายเท่า ถ้าทำให้อุณหภูมิลดลงจนเพียงพอออกซิเจนจะกลายเป็นของเหลวได้ และถ้าลดอุณหภูมิให้ต่ำลงไปอีกก็จะกลายเป็นของแข็ง แต่ไม่มีอุณหภูมิใดในโลกตามธรรมชาติเย็นพอให้ออกซิเจนเป็นของเหลวหรือของแข็ง ดังนั้นออกซิเจนจึงดำรงอยู่ในสถานะเป็นก๊าซตลอดเวลา นักเคมีได้พยายามทดลองว่าอุณหภูมิเท่าไรกันแน่ ออกซิเจนจึงจะเป็นของเหลวและในปี ค.ศ. 1877 นักเคมีจึงได้พบความสำเร็จ เขาพบว่าจะต้องทำอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 0 ถึง 300 องศาฟาเรนต์ไฮด์ออกซิเจนจึงจะเป็นของเหลว ดังนั้นเมื่อพูดว่าออกซิเจนเป็นก๊าซจึงหมายความว่าเป็นก๊าซในขณะอุณหภูมิปกติ เรื่องราวของก๊าซหรืออากาศมิใช่เป็นเรื่องที่ศึกษากันได้ง่ายๆ เมื่อนำก๊าซจำนวนหนึ่งมาวางตรงหน้า เรารู้อะไรเกี่ยวกับก๊าซที่มาวางตรงหน้านั้นบ้าง? เรามองเห็นสี? ได้กลิ่นและลิ้มชิมรส มันได้เช่นนั้นหรือ? เปล่าเลย เราเห็นแต่ความว่างเปล่า เพราะก๊าซเป็นสารโปร่งแสงยอมให้แสงผ่านไปได้ตลอด ถ้าเช่นนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่ามีก๊าซอยู่ตรงหน้า ข้อนี้ทราบได้โดยการสัมผัส เพียงยกมือโบกไปมาเราก็จะรู้ได้ว่ามีอากาศ ตามธรรมดาอากาศตามส่วนต่างๆ บนผิวโลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันอากาศส่วนที่ได้รับความร้อนจะลอยขึ้นสูงส่วนที่เย็นกว่าจะอยู่เบื้องล่าง การเคลื่อนที่ของอากาศสองชนิดนี้ถ้าเป็นจำนวนมากๆ ก็จะเกิดลมหรือพายุได้ อากาศดูเหมือนว่าไม่มีน้ำหนักทั้งๆ ที่เป็นสารเช่นเดียวกับของแข็งของเหลวอื่นๆ ความจริงอากาศมีน้ำหนักเช่นเดียวกันแต่ทว่าหนักน้อยเท่านั้น น้ำ 1 ควอท หนักประมาณ 2 ปอนด์ แต่อากาศ 1 ควอท ภายใต้สิ่งแวดล้อมปกติจะหนักเพียง 1 ใน 20 ออนซ์เท่านั้น แม้ว่าจะเพิ่มอากาศจำนวนมากเท่าไรก็ตาม เช่น อากาศในห้องกว้าง 12 ฟุต ยาว 18 ฟุตและสูง 8 ฟุต จะมีน้ำหนักเพียง 150 ปอนด์ ร่างกายของเราซึ่งอยู่ใต้ความกดดันของอากาศหนาถึง 10 ไมล์ ทุกๆ ตารางนิ้วบนร่างกายของเราจะมีอากาศกดอยู่ 15 ปอนด์ แต่เนื่องจากอากาศกดอยู่โดยรอบทุกหนทุกแห่งอย่างเท่าๆ กัน เราจึงไม่รู้สึกหนักแต่อย่างไร เพราะร่างกายเกิดความเคยชินเสียแล้ว สมมุติว่านักเคมีนำขวดมา 2 ใบ ใบหนึ่งบรรจุอากาศอีกใบหนึ่งบรรจุออกซิเจนมาวางตรงหน้าเรา แล้วถามว่าขวดใบไหนบรรจุออกซิเจน แน่ละเราชี้จะเพาะเจาะจงลงไปไม่ได้เพราะว่าทั้งสองขวดดูว่างเปล่าเหมือนกัน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรสเช่นเดียวกัน แต่นักเคมีสามารถชี้ลงไปได้เลยว่าขวดไหนเป็นอากาศขวดไหนเป็นออกซิเจน นักเคมีทำได้อย่างไรหรือ? นักเคมีทำได้โดยวิธีทดสอบ เขาจะจุดไฟแล้วดับให้เหลือแต่เกษรแดงๆ หย่อนลงไปในขวดทั้งสอง ขวดไหนให้เปลวลุกสว่างจ้าขึ้นมา ขวดนั้นและเป็นก๊าซออกซิเจน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะว่าออกซิเจนเป็นก๊าซที่ว่องไว โมเลกุลของมันชอบรวมตัวกับสารอื่น เราเคยใช้ไม้เป็นเชื้อไฟและมันติดไฟได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าไม้ที่เรานำมาเผานั้น โมเลกุลของมันจะแยกออกจากกันกลายเป็นก๊าซ ก๊าซที่ได้จะรวมกับโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศได้พลังงาน และพลังงานนี้จะทำให้ตัวมันเกิดความร้อนลุกสว่างขึ้นมา ถ้าเปลวนั้นดับแสดงว่าออกซิเจนในอากาศที่จะเข้าไปรวมให้เกิดพลังงานนั้นมีไม่พอ เมื่ออกซิเจนเข้าไปช่วยให้สารนั้นๆ ติดไฟได้ โดยการเข้ารวมตัวทางเคมีกับสารนั้น วิธีการเช่นนี้เรียกว่าการสันดาปหรือการลุกไหม้ซึ่งส่วนมากมันจะสลายพลังงานออกมา ชีวิตของคนเราที่ดำรงอยู่ได้ก็ด้วยเกิดการสันดาปนี่แหละ อาหารที่เรากินเข้าไปเกิดการสันดาปขึ้นภายในร่างกาย แล้วให้พลังงานออกมา ซึ่งพลังงานส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในขบวนการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย และพลังงานที่เหลือจึงนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ เช่นยกสิ่งของ เดิน วิ่ง ฯลฯ ถ้าขาดออกซิเจนเสียแล้วร่างกายก็จะหยุดการสันดาป ชีวิตจะอยู่ได้ต่อไปอีกไม่เกิน 5 นาทีก็จะต้องตาย แม้แต่ปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ ถ้าขาดออกซิเจนแล้วชีวิตก็อยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกัน ออกซิเจนจะละลายในน้ำได้เล็กน้อย เมื่อดูดน้ำให้ผ่านออกทางเหงือก ออกซิเจนจะซึมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่เหงือกส่งต่อไปยังเม็ดเลือด ปลาจึงมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าในน้ำไม่มีออกซิเจนปลาจะตายอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าคนเสียอีก คนไข้หนัก ปอดทำงานไม่ได้ แพทย์จะให้เข้ากระโจมออกซิเจน ซึ่งเป็นกระโจมพลาสติกบรรจุออกซิเจนบริสุทธิ์เอาไว้ คนไข้ที่เข้ากระโจมนี้ไม่ได้เข้าทั้งตัว แต่จะเข้าเฉพาะส่วนศีรษะเท่านั้น คนไข้เมื่อเข้ากระโจมออกซิเจนเพียงหายใจเบาๆ ออกซิเจนในกระโจมก็จะเข้าไปรวมกับเม็ดโลหิตในร่างกายได้มากกว่าปกติ โลหิตจึงนำเอาไปยังส่วนต่างๆ ของร่ายกายได้มากโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องใช้ปอดทำงานหนัก ออกซิเจนบริสุทธิ์ เก็บไว้ในถังโลหะแข็งแรงภายใต้ความดันสูงๆ ดังนั้นโมเลกุลของมันจึงถูกอัดอยู่ในถังพร้อมที่จะดันออกมาอยู่ตลอกเวลา (ถังออกซิเจน เมื่อตั้งกับพื้นจะมีความสูงพอๆ กับคน) มีข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องถังออกซิเจน เพราะถ้าถังออกซิเจนรั่วจะช่วยให้วัตถุเกิดการลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น มาถึงปัญหาที่ว่าออกซิเจนบริสุทธิ์เตรียมมาได้จากไหน? วิธีหนึ่งที่ใช้เตรียมออกซิเจนบริสุทธิ์ก็คือ นำสารประกอบที่มีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยการเผาอะตอมของออกซิเจนในสารประกอบนั้นจะแตกออกมา เก็บก๊าซออกซิเจนที่ได้ด้วยการแทนที่น้ำคือนำหลอดแก้วที่เก็บออกซิเจนมาใส่น้ำให้เต็มแล้วคว่ำหลอดลงในอ่างน้ำ (ภายในหลอดขณะนี้ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม) จากนั้นต่อท่อให้ออกซิเจนที่เตรียมได้ผ่านเข้ามาแทนที่น้ำในหลอด เมื่อน้ำออกหมดหลอดเมื่อใด นั่นแสดงว่าได้ออกซิเจนเต็มหลอดแล้ว ในปี ค.ศ. 1772 นักเคมีชาวสวีเดน ชื่อชีล (Carl Scheele) และในปี ค.ศ. 1774 นักเคมีชาวอังกฤษชื่อ พริสเล่ (Joseph Priestley) ได้พบออกซิเจนโดยวิธีเผาสารประกอบ และนักเคมีทั้งสองท่านได้ลงความคิดเห็นว่าออกซิเจนไม่เหมือนกับอากาศธรรมดา ชีล จึงเรียกว่า อากาศติดไฟ ต่อมาอีก 1 หรือ 2 ปี ลาวัวซิเอร์ (Antoine Lavoisier) นักเคมีชาวฝรั่งเศส เรียกอากาศติดไฟว่า ออกซิเจนเป็นคนแรก ซึ่งลาวัวซิเอร์ เรียกตามภาษากรีกที่แปลว่า "ผู้ทำให้เกิดกรด" ทั้งนี้เพราะลาวัวซิเอร์เข้าใจว่ากรดนั้น จะต้องมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยเสมอไป ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง มีกรดหลายชนิดที่มีออกซิเจนรวมอยู่ด้วย แต่ก็มีกรดมากมายที่ไม่มีออกซิเจนรวมอยู่ด้วย ออกซิเจนไม่ใช่ตัวทำให้เกิดกรดเสมอไป แต่ทว่าชื่อ "ออกซิเจน" นี้ยังคงใช้กันต่อมาไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องการออกซิเจนเพียงเล็กน้อย เราก็ใช้วิธีการเผาสารประกอบที่มีออกซิเจนอยู่ด้วย แต่ถ้าต้องการออกซิเจนจำนวนมากๆ วิธีที่ใช้กันแพร่หลายคือ ทำอากาศให้เหลว อากาศจะเป็นของเหลวได้ก็ต่อเมื่อลออุณหภูมิให้ต่ำลงมากๆ และเมื่ออากาศเหลวถูกความร้อนมันก็จะกลับเป็นก๊าซตามเดิม เหมือนอย่างน้ำ เมื่อนำมาด้มจะกลายเป็นไอ ในอากาศมีก๊าซอยู่หลายชนิด แต่ 1 ใน 5 เป็นออกซิเจน ที่เหลือจะเป็นไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ออกซิเจนเหลวเมื่อนำมาให้ความร้อนจะกลายเป็นก๊าซกลับคืนมาได้ช้ากว่าไนโตรเจนเหลว ดังนั้นอากาศเหลวที่มีออกซิเจนและไนโตรเจนผสมกันอยู่เมื่อนำมาอุ่นอย่างช้าๆ ก๊าซไนโตรเจนจะระเหยออกมาก่อน วิธีการเช่นนี้เราใช้วิธีการสังเกตความแตกต่างช่วยด้วย คือไนโตรเจนเหลวนั้นจะใสเหมือนน้ำ แต่ออกซิเจนเหลวจะมีสีน้ำเงิน เมื่ออากาศเหลวที่นำมาอุ่นเบาๆ จนกลายเป็นสีน้ำเงิน นั่นแสดงว่าก๊าซไนโตรเจนระเหยออกไปหมดแล้ว ออกซิเจนไม่ได้ใช้ประโยชน์ทำกระโจมออกซิเจนแต่อย่างเดียว ยังใช้ผสมทำยาสลบสำหรับวางยาคนไข้เพื่อที่จะทำการผ่าตัดอีกด้วย ในด้านอุตสาหกรรม ออกซิเจนใช้ทำเปลวไฟซึ่งจะให้ความร้อนมาก และเปลวนี้ใช้ในการเชื่อมโลหะ ตัดเหล็ก เป็นต้น 1 โมเลกุลของออกซิเจนประกอบขึ้นด้วย 2 อะตอม แต่บางครั้ง 1 โมเลกุลมีถึง 3 อะตอม โมเลกุลชนิดหลังจึงหนักเป็นหนึ่งเท่าครึ่งของโมเลกุลชนิดแรก แต่ก็ยังคงสภาพเป็นก๊าซเช่นเดียวกัน คุณสมบัติแตกต่างไปจากเดิม นักเคมีจึงได้เรียกโมเลกุลชนิดมีออกซิเจน 3 อะตอมนี้ว่า โอโซน (Ozone) เราคงเคยได้ยินคำว่าโอโซนมาจนคุ้นหูแล้ว เป็นศัพท์แสดงที่ใช้พูดกันเมื่อจะไปท่องเที่ยวชายทะเล หรือขึ้นเขาลงห้วย เช่นว่า "จะไปสูดโอโซน" เป็นต้น จากศัพท์แสลงที่พูดกัน เชื่อแน่ว่าหลายคนคิดว่าออกซิเจนที่ประกอบขึ้นด้วย 3 อะตอมนี้ คงจะให้ประโยชน์ได้ดีกว่าออกซิเจนชนิดสองอะตอมหนึ่งเท่าครึ่ง ซึ่งความจริงแล้วเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักเพราะว่า ไม่มีโอโซนในอากาศที่ใช้หายใจ แม้แต่ตามห้วย หนอง คลอง บึง ชายทะเลหรือตามแถบภูเขา และถ้าหากว่าในสถานที่เช่นนั้นมีโอโซนเราจะต้องได้กลิ่นเพราะโอโซนเป็นก๊าซมีกลิ่นเหม็นคาวเป็นพิษต่อระบบหายใจ คำว่า โอโซนเองก็ตั้งตามคำในภาษากรีกที่แปลว่า "ฉันได้กลิ่น" การที่ออกซิเจน 3 อะตอม จะรวมกันเข้าเป็นโมเลกุลนั้นมิใช่รวมกันได้ง่ายๆ หากต้องใช้พลังงานมาก เช่น ไฟฟ้าแรงสูง ออกซิเจนบางส่วนที่ใกล้ๆ พลังงานนั้นจะเปลี่ยนไปเป็น โอโซนและเมื่อเกิดเป็นโอโซน เราจะได้กลิ่นโดยง่าย แหล่งพลังงานที่อื่นที่ทำให้ออกซิเจนกลายเป็นโอโซนก็คือ แสงอุลตราไวโอเลทที่เปล่งออกมาจากไอปรอทในตะเกียง หรือจากตะเกียงเจ้าพายุ ซึ่งใกล้ๆ ต้นกำเนิดแสงเหล่านี้บางครั้งเราจะได้กลิ่นของโอโซน แสงอุลตราไวโอเลทในแสงแดด จะทำให้ออกซิเจนบางส่วนกลายเป็นโอโซน และโอโซนนี้จะคลุมอยู่รอบนอกของบรรยากาศอีกทีหนึ่ง (ทั้งนี้เพราะว่าแสงอุลตราไวโอเลทส่องมาถึงผิวโลกไม่ได้ เนื่องจากมีบรรยากาศกรองแสงอยู่ อากาศตอนบนๆ ที่มีออกซิเจนจึงกลายเป็นโอโซน) โอโซนที่คลุมบรรยากาศไว้นี้ จะทำหน้าที่ดูดแสงอุลตราไวโอเลทไว้ไม่ให้ผ่านบรรยากาศมาถูกผิวโลกได้มากเกินไป นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะว่าถ้าเราถูกแสงอุลตราไวโอเลทมากเกิดไปจะทำให้ตายได้ การทำออกซิเจนให้เป็นโอโซนนั้นลำบากยากเย็น แต่การทำโอโซนให้เป็นออกซิเจนเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมากทั้งนี้เพราะว่าโอโซนไม่อยู่ตัว ปรอทและเงิน เมื่อถูกกับออกซิเจนจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่เมื่อถูกกับโอโซนจะเกิดการหมองมัวขึ้นมาทันที สารมีสีเมื่อถูกกับโอโซนเข้าก็กลายเป็นไม่มีสี โอโซนจึงเหมือนเป็นตัวฟอกจางสี โอโซนใช้เป็นตัว "ดับกลิ่น" ได้อีกด้วย มันจะเข้าไปเปลี่ยนโมเลกุลของสารที่มีกลิ่นบางอย่างให้การเป็นโมเลกุลของสารไม่มีกลิ่น นอกจากนี้โอโซนยังใช้กำจัดจุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำได้ด้วย คือเขาจะเอาโอโซนเล็กน้อยผสมกับอากาศแล้วผ่านลงไปในน้ำ เชื้อโรคต่างๆ จะตาย แม้แต่แร่ธาตุที่เจืออยู่ในน้ำก็จะตกตะกอนออกมาด้วย เมื่อธาตุชนิดหนึ่งอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกันไปจนเป็นสาร 2 ชนิดหรือมากกว่า เราเรียกสถานการณ์นี้ว่าอันยรูป โอโซนจึงเป็นอันยรูปอย่างหนึ่งของออกซิเจน

สรุป
สัญลักษณ์ของออกซิเจน คือ O อะตอมมิคนัมเบอร์ 8 อะตอมมิคแมส 15.9994 การเรียงตัวของอิเล็กตรอนชั้นที่หนึ่ง 2 ตัว ชั้นที่สอง 6 ตัว สารประกอบส่วนมากจะมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วย ออกซิเจนมีออกซิเดชันเสตท 2

วิธีเตรียม
1. ถ้าต้องการออกซิเจนบริสุทธิ์เพียงเล็กน้อย เตรียมได้โดยการเผาสารประกอบของออกซิเจน เช่น ด่างทับทิม แล้วเก็บก๊าซโดยการแทนที่น้ำ
2. ถ้าต้องการเตรียมมากๆ เป็นอุตสาหกรรม วิธีที่นิยมคือทำเป็นอากาศเหลวออกซิเจนเหลวสีน้ำเงินอ่อนๆ

อันยรูปของออกซิเจน คือ โอโซน โอโซนเป็นก๊าซมีกลิ่นเหม็นคาว สลายตัวได้ง่ายเมื่อได้รับรังสีอุลตราไวโอเลทโอโซนจะสลายตัวเป็นก๊าซออกซิเจน โอโซนในบรรยากาศของโลกจึงทำหน้าที่เป็นม่านกรองรังสีอุลตราไวโอเลทไม่ให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากโอโซนสามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ว่องไวกว่าออกซิเจนมาก และเป็นพิษ เราจึงใช้โอโซนเป็นตัวฟอกจางสีและฆ่าเชื้อโรคได้ นอกจากนี้โอโซนยังทำให้สารอิทรีย์ต่างๆ แปรสภาพได้ เช่น ยาง สีย้อม เส้นใยสังเคราะห์ จะเสื่อมคุณภาพเมื่อสัมผัสกับโอโซน ดังนั้นก๊าซโอโซนจึงใช้สำหรับหายใจไม่ได้