ประเทศไทย
        สภาพภูมิศาสตร์
                    พื้นที่ 513,115 ตร.กม.ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางการเกษตร มีพื้นที่ป่าไม้ 27% พื้นที่ลุ่มน้ำ 25 แห่งลุ่มน้ำที่สำคัญคือ
          ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณฝนเฉลี่ย 1,710 มล. ภาคใต้มีปริมาณฝนเฉลี่ยมากที่สุดคือ 1465 มล.ทางฝั่งตะวันออก และ 2,087 มล.
          ทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะที่จังหวัดระนองวัดได้ 3,363 มล. ภาคตะวันออก มีปริมาณ ฝนเฉลี่ย 1541 มล.
          ภาคเหนือ 1,142 มล. ภาคอิสาน 1,243 มล. ภาคกลาง 1,123 มล.ปริมาณฝนที่วัดได้มากที่สุดคือที่อำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด 4,185 มล.
          (สถิติปี 2538)
                    จังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุด คือนครราชสีมา พื้นที่ 20,494 ตร.กม. ร้อยละ 3.99 ของทั้งประเทศ
          รองลงมาคือเชียงใหม่ 20,107.1 ตร.กม. ร้อยละ 3.92 จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดรองจากกรุงเทพฯ
          คือนครราชสีมา มีประชากร 2,467,831 คน รองลงมาคืออุบลราชธานี 1,696,795 คน อันดับที่ 3
          คือจังหวัดขอนแก่น 1,652,030 คน อันดับที่ 4 คือเชียงใหม่ 1,552,766 คน

          ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าเฉลี่ย 71 - 80 % ภาคกลางและภาคใต้มีความเปลี่ยนแปลงค่าของความชื้น
          สัมพัทธ์น้อยประมาณ 75 - 80 % เพราะได้รับอิทธิพลจากทะเลตลอดปี

          การส่งออก
          สินค้าส่งออกหลักเป็นสินค้าทางการเกษตรเช่น ข้าว มันสัมปะหลัง และน้ำตาลเป็นต้น แต่ปัจจุบัน
          สินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ทำเงินเข้า
          ประเทศเป็นอันดับหนึ่งถึง 146,211 ล้านบาท ( 2537 ) ซึ่งนักท่องเที่ยวจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ
          3,375 บาทต่อคนต่อวัน รองลงไปเป็นสินค้าจำพวกสิ่งทอ คอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟ้ฟ้า เป็นต้น
          โดยข้าวตกไปอยู่เป็นอันดับที่ 8

          การศาสนา
          ประเทศไทยมีศาสนาที่สำคัญคือ ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ และฮินดูตามลำดับ 95% ของประ
          ชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ ปัจจุบันมีวัดในพุทธศาสนาประมาณ
          30,000 วัดทั่วประเทศ และประมาณ 400 วัดในเขตกรุงเทพมหานคร มีพระสงฆ์นอกพรรษาประ
          มาณ 278,000 รูป
          ศาสนาอิสลาม มีอิสลามิกชนประมาณ 2,300,000 คน มีมัสยิต 2,794 แห่ง
          ศาสนาคริสต์ มีคริส ตศาสนิกชนประมาณ 322,000 คน มีโบสถ์ 1,185 แห่ง

          ประชากร
          มีประชากร 60 ล้านคนทั่วประเทศ และ 6 ล้านคนในเขตกรุงเทพมหานครตามทะเบียนราษฎร แต่
          จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า มีผู้อยู่อาศัยจริงในกรุงเทพฯ 10 ล้านคน รายได้เฉลี่ย
          ประชากร 61,335 บาทต่อปีหรือ 5,111 บาทต่อเดือน เฉพาะประชากรในกรุงเทพฯมีรายได้เฉลี่ยคน
          ละ 186,167 บาทต่อปี หรือ15,514 บาทต่อเดือน (2537) อัตราการเกิด 17.6 (ต่อพัน) อัตราการ
          ตาย 6.2 ( ต่อพัน ) อายุเฉลี่ยชาย 66.6 ปี หญิง 71.7 ปี จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยต่อหญิงหนึ่งคน 1.96
          อัตราคุมกำเนิดร้อยละ 74 และคาดว่าในปีพ.ศ. 2555 ประเทศไทยจะมีประชากร71,860,000 คน
          (สถิติปี 2538) พศ. 2531 แรงงานที่ออกไปทำงานยังต่างประเทศมีจำนวนประมาณ 268,000 คน
          ตลาดแรงงานไทยที่ใหญ่ที่สุดคือที่ ตะวันออกกลาง คือมีแรงงานไทยถึง 4 ใน 5 พอถึงปีพศ. 2537
          จำนวนแรงงานไทยก็เพิ่มเป็น 470,000 คน และย้ายมาอยู่ในเอเซียเป็นส่วนใหญ่ถึง 88% คือที่ญี่ปุ่น
          และไต้หวัน

          การปกครอง
          ตั้งแต่สุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ไทยมีระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
          [Absolute Monachy] ซึ่งอำนาจสิทธิขาดอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ และได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็น
          แบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุข [Constitutional Monachy] และดำรง
          พระองค์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยคณะราษฏร์ได้ทำการยึดอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดินโดย
          ไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์กำลังแปรพระราชฐาน
          อยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หลังจากนั้นอีก 3 วันคือวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยก็มีธรรมนูญ
          การปกครองชั่วคราวเพื่อใช้ปกครองประเทศและรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของ
          ไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประเทศไทยจึงมีลักษณะการปกครอง

          ในระบบรัฐสภา [Congress] มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วนคือ
          1. อำนาจตุลาการ โดยคณะกรรมการตุลาการ มีประธานศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
          2.อำนาจนิติบัญญัติ โดยสมาชิกรัฐสภา[Congress] แบ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎร [Paliament หรือ Lower
          house]ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระสมัยละ 4 ปี และวุฒิสภา [Senate หรือ Upper House]
          ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี
          3. อำนาจบริหาร โดยนายกรัฐมนตรี ได้อำนาจโดยการมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้
          เป็นหัวหน้ารัฐบาลและ เลือกสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อทำการบริหารประเทศ และ
          นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในวาระสำคัญต่างๆเช่น พระบรมราชโองการ
          แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและพระบรมราชโองการเปิดหรือปิดประชุมสภาเป็นต้น