พ่อขุนรามคำแหง ทรงประดิษฐ์อักษรไทย..........จริงหรือ?
 
                สมัยเมื่อยังเป็นเด็ก เราได้เรียนรู้มาตลอดว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ที่ทรง
          คิดและประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.1826 ทำให้ต้องถามครูบาอาจารย์ว่า แล้ว
          ก่อนหน้านั้น คนไทยใช้อักษรอะไรในการเขียนก็ได้รับคำตอบว่าคนไทยใช้อักษรขอมในการเขียน จึง
          ทำให้คิดสงสัยอยู่เสมอว่า ก่อนหน้านั้น คนไทยโง่ถึงขนาดไม่มีอักษรใช้กันมาก่อนจริงๆหรือ บัดนี้มี
          คำอธิบายและทฤษฎีบางอย่างที่สา มารถไขปริศนาข้างต้นได้แล้ว

          ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองโบราณ โดย
          เฉพาะเมืองเก่าสุโขทัยอยู่บ่อยครั้ง และครั้งหนึ่งในเมืองเก่าสุโขทัย ในปีพ.ศ.2376 พระองค์ทรงพบพระ
          แท่นมนังคศิลาอาสน์ซึ่งพังลงมาแล้วตั้งตะแคงอยู่ พระองค์ก็ได้เสด็จประทับนั่งบนพระแท่นนั้นแล้วตรัส
          ว่า "อยู่ทำไมกลางดงกลางป่าไปอยู่ด้วยกันที่บางกอก จะได้ถือศีลฟังเทศน์" แล้วจึงโปรดให้ ชลอลงมาไว้
          ที่กรุงเทพฯ แล้วโปรดให้ก่อเป็นพระแท่นไว้ที่ลานใต้ต้นมะขามในวัดราชาธิวาส คราวเดียวกันนั้น ก็ทรง
          พบเสาศิลาสลักอักษรไทยโบราณต้นหนึ่ง กับอักษรขอมโบราณอีกต้นหนึ่งจึงโปรดให้นำมาไว้ที่กรุงเทพฯ พร้อมกัน เมื่อทรงย้ายไปครองวัดบวรฯ
          พระองค์ก็ทรงย้ายเสาที่สลักอักษรไทยและพระแท่นฯตามไปด้วย แม้เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว
          พระองค์ก็ยังโปรดให้ย้ายเข้าไปเก็บรักษาไว้ในพระบรมมหาราช
          วัง เนื่องจากพระองค์มีความผูกพันกับของทั้งสองสิ่งนั้นมาก เพราะพระองค์ทรงทราบว่า พ่อขุนรามฯ เป็นผู้ทำของทั้งสองนั้นขึ้นมา
          และพระมหากษัตริย์ในราชจักรีวงศ์ ก็สืบสายเลือดมาจากราชวงศ์พระร่วง โดยผ่านทางพระมหาธรรมราชา ดังนั้น
          จึงถือว่าพ่อขุนรามฯเป็นบรรพบุรุษทางสายเลือดของราชวงศ์จัก
          รี และของพระองค์เองอีกด้วย
 

          ในขณะที่ยังทรงประทับอยู่ที่วัดบวรฯนั้น พระองค์ก็ได้ทรงเพียรพยายามถอดความออกมาเป็นภาษาไทย
          ปัจจุบัน จนสามารถอ่านได้ความ แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก ประมาณปีพ.ศ.2457 คณะกรรมการหอพระ
          สมุดแห่งชาติได้ว่าจ้างศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาและอักษรขอม ให้ทำการชำระสอบ
          สวนและแปลจารึกต่างๆที่มีอยู่ รวมทั้งเสาสลักอักษรโบราณดังกล่าวด้วยในเสานั้น เมื่อแกะอักษรออก
          มาแล้วก็จะอ่านได้ว่า

                              เมื่อก่อน ลายสือไทนี้ บ่มี 1205 ศก ปีมะแม
                              พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทนี้
                              ลายสือไทนี้ จึงมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้

          ต้องยอมรับว่า การแกะอักษรนั้นถูกต้อง แต่คนที่แปลไม่ใช่คนไทย เป็นคนฝรั่งเศษชื่อ ยอร์ช เซเดส์ คงจะไม่ มีความรู้ทางนิรุกติศาสตร์ของไทยสักเท่าใด
          จึงแปลออกมาว่า เมื่อก่อน ตัวอักษร(ลายสือ)ไท
          (แบบ)นี้ ยังไม่เคยมี 1205 ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงมีความสนพระทัย จึงโปรดให้มีการประดิษฐ์
          อักษรไทขึ้น อักษรไทยจึงมีเกิดขึ้นเพราะพ่อขุนนั้นโปรดให้ประดิษฐ์ไว้

          เมื่อท่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วย้อนกลับไปมองที่ตัวอักษรแต่ละตัวที่ได้ถอดออกไว้ แล้วลองพิจารณา ดูทีละตัว ช่วยกันดูว่า
          มีคำใดบ้างที่สามารถแปลหรือมีความหมายได้ว่า ประดิษฐ์ บ้างหรือไม่ จริงๆแล้ว
          คือไม่มี แล้วจะมาเหมาเอาว่า พ่อขุนรามฯประดิษฐ์อักษรไทยได้อย่างไร

          การที่จะแปลเอาความหมายจากอักษรโบราณนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่แปล
          กันตามตัวอักษรโต้งๆ ประโยดที่ว่า "เมื่อก่อน ลายสือไทนี้ บ่มี" ถ้าจะแปลกันตรงๆก็อาจจะแปลได้ว่า
          "เมื่อก่อน ลายสือไทนี้ บ่มี" ตรงตัวได้เลย แต่เราต้องพิจารณาเรื่องชนชาติด้วย อย่าลืมว่า ชนชาติไท เป็นชนชาติที่มีความยิ่งใหญ่มาก่อน
          ได้สร้างสมอารยธรรมมาเป็นพันๆปี ทั้งรูปแบบการปกครอง การ
          ยังชีพ การนับถือศาสนา การสร้างวัดวาอาราม ซึ่งคนไทสามารถทำและสร้างสิ่งต่างๆได้สวยงาม วิจิตร
          พิศดาร นับว่าเป็นชนชาติที่ฉลาดลึกล้ำเอาเรื่องทีเดียว แต่คนไทกลับโง่เง่าเบาปัญญาถึงกับไม่เคยมีอัก
          ษรของตัวเองไว้ใช้ กับเขาบ้างเชียวหรือ การเข้ายึดครองดินแดนของชนเชื้อชาติอื่นเช่น มอญ ข่า ลั๊ว เป็นต้น ชนชาติต่างๆ ต่างก็มี ภาษาเป็นของตนเอง
          รวมทั้งต้องมีภาษาเขียนด้วย ถึงจะมีชนบางกลุ่ม
          ที่มีแต่ภาษาพูดก็ตามที แต่ก็น้อยมาก ถ้าเราไม่เคยมีอักษรของเราเอง แล้วเราจะไปปกครองชนชาติ
          เหล่านั้นได้อย่างไร ใครเขาจะมาให้เกียรติไทว่า เป็นผู้มีอำ นาจมากกว่า และยอมอยู่ใต้การปกครอง
          ของไท ข้อเท็จ จริงที่ควรจะเป็นคือ ตัวอักษรไทนั้น เรามีใช้กันนานมาแล้ว นานจนไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อ
          ใด ใครเป็นผู้สร้าง นานเท่าๆกับตัวอักษรของมอญ เขมร และอีกหลายชนชาติที่เคลื่อนไหวอยู่ในเขตเอ
          เซียอาคเนย์นี้ เพราะพัฒนาการทางภาษาของแต่ละภาษาจำเป็นต้องใช้เวลา อาจจะเป็นพันๆปี หรือ
          กว่านั้น ไม่ใช่นึกอยากจะ ประดิษฐ์ อักษรขึ้นใช้ ก็สามารถทำได้เพียงข้ามวัน ดังนั้น อักษรไทโบราณที่
          ปรากฏอยู่บนเสาศิลานั้น จึงเป็น อักษรไท ที่มีใช้กันมาก่อน หน้านั้นนานมาแล้ว แต่วัฒนธรรมการ
          แกะสลักตัวอักษรไทลงบนหินนั้น ยังไม่เคยมีดังตัวอัก ษรที่ถอดออกมาได้ว่า "เมื่อก่อนลายสือไทนี้ บ่มี" หมายความว่า(ไม่ใช่แปลว่า)

          "เมื่อก่อนลายสือไทแบบนี้ (ที่สลักอยู่บนหิน) ยังไม่เคยมี"
          ไม่ใช่ "เมื่อก่อนไม่เคยมีตัวอักษรไทใช้"
          ทีนี้เราลองมาสำรวจดูข้อความ ต่อมา
          "พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทนี้ ลายสือไท นี้
          จึงมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้"

          ยอร์ช เซเดส์ แปลว่า
          "พ่อขุนรามคำแหงมีความประสงค์ในพระทัย จึงประดิษฐ์อัก ษรไทขึ้น
          อักษรไทจึงมีขึ้นเพราะพ่อขุนผู้ นั้นโปรดให้ประดิษฐ์ไว้"

          ขอให้ลองอ่านประโยคที่เซเดย์แปล เอาไว้ แล้วลองหาดูว่า มีตรงไหนที่แปลว่า ประดิษฐ์ และที่แปลว่า ประดิษฐ์ ไปเอามาจากไหน มีแต่คำว่า ใส่
          ซึ่งแน่นอนว่า คำว่า ใส่ กับ คำว่า ประดิษฐ์ ย่อมมีความ
          หมายต่างกันโดยสิ้นเชิง และคำว่า ใส่ ที่ปรากฏ อยู่นั้น แน่นอนว่าไม่ใช่แปลว่า ประดิษฐ์ ที่ถูกแล้ว

          พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลให้ใส่ลาย สือไทยนี้
          ลายสือนี้จึงมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ ....................ต้องแปลให้มีความหมายว่า

          พ่อขุนรามคำแหงมีพระราชประสงค์ จึงโปรดให้ใส่ (สลัก) ลายสือไท(ที่มีใช้กันมาก่อนแล้ว)นี้ ลายสือไท(ที่สลักไว้บนหินแบบ)นี้ จึงมีขึ้นเพราะพ่อขุนผู้นั้น
          โปรดให้(สลัก)ใส่เอาไว้

          แล้วทำไม ยอร์ช เซเดส์ จึงเหมาเอาว่า ใส่ คือ ประดิษฐ์ แล้วบอกว่า พ่อขุนรามฯประดิษฐ์ อักษรไทขึ้น
          มาใช้ เป็นครั้งแรก เนื่องจากท่านไม่เคยพบว่ามีการสลักอักษรไทบนศิลามาก่อน เมื่อมาพบศิลานี้ จึง
          ตั้งสมมติฐาน ไว้ก่อน จากคำแปล ในประโยคแรกที่ว่า เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ซึ่งท่านแปลเอาตรงๆ
          โดยไม่คำนึงถึงความ หมาย แต่กลับมาสร้างความหมายให้กับ คำว่า ใส่ ว่าเป็น ประดิษฐ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่
          ท่านจินตนาการเอาเอง โดยไม่คำนึง ถึงความเสียหาย ที่จะตามมาว่าจะมากจะน้อย เพียงใด ถือว่าเป็น
          ความมักง่ายทางวิชาการที่ ไม่น่าให้อภัยกัน เลยที่เดียว

          เราได้วิเคราะห์จนได้ข้อสรุปแล้วว่า ภาษาไท และตัวอักษรไทนั้น เรามีมาก่อนนานแล้ว (เคยมีการค้น พบจา รึกโบาณ ที่เก่ากว่ายุดสุโขทัยประมาณ 200 - 300
          ปี และตัวอักษรที่พบในจารึกนั้นก็มีความ
          คล้ายเป็น อย่าง มากกับตัวอักษร ของสุโขทัย ซึ่งนักวิชาการต่างก็ตั้งเป็นข้อปุจฉาเอาไว้ เพื่อรอการศึก
          ษาในขั้นต่อไป) เรื่องนี้ สามารถอธิบายได้ว่า แม้เราจะมีตัวอักษรใช้กันมานานก็ตาม แต่เราก็ไม่เคยมี
          ธรรมเนียมการสลักลงบน หินมา ก่อน จนเมื่อคนไทได้มาอยู่ใต้ การปกครองของเขมร จึงเริ่มมีการ
          สลักข้อความบนหิน แต่ก็ใช้ภาษาขอมไม่ใช้ ภาษาไท อาจจะเป็นเพราะเกรงใจขอม นับถือขอมว่าเป็นครู
          ทางเวทย์มนต์ ถ้าไม่ใช้ภาษาขอมก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วครูขอมก็สาปแช่งไว้ว่าต้องใช้ภาษาขอมเท่านั้น เพราะเมื่อขอมเสียอำนาจให้สุโขทัยแล้วก็ต้องมีอะไร
          ที่เป็น ขอมเหลืออยู่บ้าง นั่นคือตัวอักษรและปรางค์
          ขอม เพราะถ้าไม่ใช้ภาษาขอม อำนาจขอมก็ต้องหมดลงโดยสิ้นเชิง หรือคนไทขอยืมตัวอักษรขอมมาสลัก
          ลงบนหินเพื่อ แสดงถึงความมีอำนาจเหนือกว่ารัฐอื่นๆ หรือคนไทเมื่อเคยจารหรือจารึกเป็นอักษรขอม ก็ยังคงจารึกอย่างนั้นกันต่อ มา ด้วยถือเป็นของสูง
          และศักดิ์สิทธิ์ คนไทสมัยโบราณซึ่งมีอักษรใช้กันนั้น ก็ได้มีการเขียนกันเรื่อยมา จนเมื่อมา อยู่ในอำนาจปกครองของเขมร คนไทก็รับเอาธรรมเนียมการจา
          รึกลงบนหินมาจากขอม และใช้ภาษาขอม ซึ่งเป็นการจารึกเรื่องที่มีความสำคัญเช่น เรื่องพระมหากษัตริย์ เรื่องศาสนา เรื่องของคาถาอาคมต่างๆ
          แต่ในชีวิตประจำวัน ต่างก็ยังคงใช้อักษรไทที่มีมาก่อนแล้ว ใช้ใน
          การติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ จนเมื่อมีการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแล้ว ในช่วงต้น ก็ยังคงรักษา
          ธรรมเนียมการใช้อักษรขอมเพื่อสลักอยู่ เพราะอิทธิพลเขมรยังไม่หมดลงเสียทีเดียว กษัตริย์ สุโขทัยยัง
          คงต้องส่งส่วยน้ำไปเมืองเขมร เพื่อให้กษัตริย์เขมรสรงเป็นประจำทุกปี จนมาถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหง
          ซึ่ง ท่านมีความกล้าหาญที่จะปลดปล่อยคนไทจากการเป็นเมืองขึ้นในอำนาจของเขมร ท่านจึงให้เลิกส่ง
          ส่วยน้ำให้เขมร และเลิกธรรมเนียมจำหลักหินด้วยภาษาขอม แล้วจึงเริ่มการจำหลักหินด้วยการใช้ตัวอัก
          ษรไทแทน เหตุดังกล่าว ข้อความที่ปรากฏบนศิลานั้นจึงว่า

          เมื่อก่อนลายสือไทนี้ บ่มี ปี1205 ศก ปีมะแม พ่อขุนรามคำแหง
          หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทนี้ ลายสือไทนี้จึงมีเพื่อพ่อขุนผู้นั้น

          แต่จะเห็นได้ว่า แม้ในสมัยสุโขทัยหลังสมัยพ่อขุนรามฯนั้น กษัตริย์ สุโขทัยองค์ต่อมาก็ไม่ได้มีการสลัก
          ภาษาไทกันบนหินอีก จะเป็นเพราะไม่มีการใช้ตัวอักษรไทกันแล้วหรือ เปล่าเลย เพียงแต่กลับไปใช้วิธี
          เก่าที่เคยใช้กันมาแต่ก่อนต่างหาก เพราะไม่มีกษัตริย์องค์ใดที่จะมีความเข้มแข็งและ กล้าหาญเช่นพ่อ
          ขุนรามฯ ในการที่จะรักษาปริวรรตกรรมการสลักตัวอักษร หลังจากนั้นก็กลายเป็นความเคยชิน และต่อ
          มาจนถึงสมัยอยุธยา และเลยมาถึงสมัยกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องจารใบลานกันด้วยตัวอักษรขอม ดังจะเห็น
          ได้ จากคัมภีร์เก่าๆ ทั้งที่เป็นพระไตรปิฎก ตำรายาหรือตำราอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด ล้วนแต่จดจาร
          กันด้วยอักษรขอมทั้งสิ้น แม้การสังคายนาพระไตรปิฎกในรักาลที่ 1 ซึ่งทำเป็นภาษาบาลีแต่จารด้วยอัก
          ษรขอม เพิ่งจะมีก็ใน สมัยพระพุทธเจ้าหลวงนี่เอง ที่มีการทำพระไตรปิฎกขึ้นเป็นภาษาไทยแท้เป็นครั้ง
          แรกในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย จึงนับได้ว่า พระพุทธเจ้าหลวงเป็นท่านที่ 2 ที่ปริวรรตการบันทึก
          ด้วยภาษาอื่นมาเป็นการใช้ภาษาไทย โดยท่านแรกคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ปริวรรตการสลัก
          ลงบนหินจากอักษรขอมแล้วมาใช้ภาษาไทยแทน นั่นจะหมายความว่า ตลอดเวลาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี
          รัตนโกสินทร์จนถึงสมัยพระพุทธเจ้าหลวงที่ทรงทำพระ ไตรปิฎกเป็นภาษาไทยนั้น คนไทยไม่มี
          ภาษาเขียนของเราเองใช้กันกระนั้นหรือ

          เมื่อศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้แปลออกมาดังนั้น คนไทต่างก็พากันเชื่อตามกันไปหมด ถ้าจะบอก
          ว่า ตามตูดฝรั่ง หรือเป็นทาสทางปัญญา ก็คงจะแรงเกินไป แต่พวกเราคนไทยจะยอมเดินตามตูดฝรั่ง และเป็น ทาสทาง ปัญญา กันอีกนานแค่ไหน
          หวงแหนในเกียรติภูมิของความเป็นคนไทบ้างหรือไม่