สงครามอินโดจีน
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2, ขบวนการเสรีไทย และการเลิกสถานะคู่สงคราม

          เมื่อสงครามในยุโรปเริ่มขึ้นในปีพศ.2482 (1939) และเยอรมันได้เข้ายึดฝรั่งเศสเอาไว้ได้ในปีถัดมา ดังนั้นประเทศไทยโดย จอมพล ป.
          พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี จึงถือโอกาศส่งบันทึกถึงรัฐบาลฝรั่งเศส
          ขอให้มีการปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนด้านอินโดจีน ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสโดยให้ถือเอาร่องน้ำในลำแม่
          น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน เพื่อให้เป็นเส้นแบ่งพรมแดนตามธรรมชาติที่ยุติธรรมและเป็นสากล ตาม
          หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และขอให้ฝรั่งเศษรับรองว่า ถ้าฝรั่งเศสไม่อาจป้องกันหรือรักษาดินแดน
          อินโดจีนเอาไว้ได้ ก็ขอให้คืนลาวและเขมรให้แก่ไทย นโยบายเรียกร้องดินแดนคืนในครั้งนี้ ได้รับความ สนับสนุนเป็นอย่างดีจากประชาชน
          แต่ทางรัฐบาลฝรั่งเศษได้ตอบปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว การรบระ
          หว่างไทยกับฝรั่งเศษ จึงเริ่มขึ้นในตอนปลายปีพศ.2483 (1940)

          แต่หลังจากที่มีการต่อสู้กันไปได้เพียง 22 วัน ญี่ปุ่นก็เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย และในที่สุด ไทย
          และฝรั่งเศษก็ได้ลงนาม ที่กรุงโตเกียวซึ่งเรียกกันว่า "อนุสัญญาสันติภาพโตเกียว" [Tokyu Convention] เมื่อวันที่ 9 พค. 2484(1941)
          โดยไทยได้ดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่เสียไปในเหตุการณ์รศ.112
          (2436) รวมทั้งดินแดนเขมรส่วนในคือ พระตะบองและ เสียมราฐ ที่เสียไปเมื่อพศ. 2449 กลับคืนมา การตั้งตนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทของญี่ปุ่นในครั้งนี้
          ทำให้คนไทยมีความนิยมญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น รวม
          ทั้งทำให้ญี่ปุ่นมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในประเทศแถบเอเซียอาคเนย์

          เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลไทยจึงได้สร้าง "อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ" ขึ้นเพื่อระลึกถึง
          การสงครามกับฝรั่งเศสคราวนั้น และเป็นที่เก็บอัฐิของบรรดาทหารหาญที่ได้เสียสละชีวิตในครั้งนั้นด้วย

          ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2
          เมื่อญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ ของสหรัฐในหมู่เกาะฮาวาย เมื่อวันที่ 7 ธค. 2484 (1941) และใน
          เวลาไล่เลี่ยกันก็ได้เปิดแนวรบทางด้านเอเซียอาคเนย์ โดยบุกยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธค. 2484 และได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากทางฝ่ายไทย
          ซึ่งจุดที่มีการสู้รบกันมีหลายแห่งเช่น สงขลา ปัตตานี ประจวบฯ นครฯ สุราษฎร์ธานี และที่บางปู จังหวัด สมุทรปราการ ทางญี่ปุ่นเสนอให้ไทย
          ระงับการต่อสู้ และยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อทำการรบในดินแดนที่อยู่ลึกเข้า
          ไปในทวีป และเป็นเขตยึดครองของอังกฤษ ทางฝ่ายไทยได้พิจารณาเห็นว่า คงเป็นการสุดวิสัยที่จะต้าน
          ทาน กองทัพญี่ปุ่นเอาไว้ได้ จึงต้องยอมลงนามใน "กติกาสัญญาพันธะไมตรีไทย - ญี่ปุ่น" เมื่อวันที่ 21
          ธันวาคม 2484 และในปีถัด มา ไทยก็ประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มค. 2485 และได้เข้าร่วมในสงครามเป็นฝ่ายอักษะอย่างเต็มตัว
          ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในการเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่นใน
          ครั้งนี้ ญี่ปุ่นได้โอนดินแดนบางแห่งที่ยึดได้จากอังกฤษคือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปลิสในมลายู เชียงตุงและเมืองพานในรัฐฉาน
          มอบให้ไทยเป็นผู้ดูแลตั้งแต่ปีพศ. 2486

          ตลอดเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ามาใช้ดินแดนในประเทศไทยนั้น ไทยยังคงมีอำนาจเต็มในการจัดการบริหารบ้าน
          เมืองและดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน ญี่ปุ่นเพียงควบคุมสายการบิน ทางหลวง และทางรถไฟเพื่อ
          ประโยชน์ทางการทหาร รวมทั้งสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์จากชุมทางหนองปลาดุกจังหวัดนครปฐม
          เพื่อเป็นเส้นทางสู่ประเทศพม่าและเข้าไปสู่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอังกฤษ และสร้างสะ
          พานข้ามแม่น้ำแควที่จังหวัดกาญจนบุรี ตรงตำบลที่เรียกว่า ท่ามะขาม (เพี้ยนมาจากคำว่า ท่าม้าข้าม) ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียงหนึ่งปี คือในปีคศ.1944
          ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของมหาสงครามโลก และใช้แรง
          งานทั้ง จากเชลยศึกจากสิงคโปร์ และแรงงานรับจ้างชาวอินเดียที่อยู่ในสิงคโปร์

          การก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์หรือที่เรียกกันว่า ทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว
          นั้น มีผู้เสียชีวิตประมาณ 16,000 คน ความยาวของทางรถไฟประมาณ 400 กม. จากชุมทางหนองปลา
          ดุกถึงสถานีปลายทางที่พม่า เป็นทางที่อยู่ในประ เทศไทยประมาณ 300 กม.อยู่ในพม่า 100 กม.

          หลังจากสงครามสงบลงแล้ว ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้มอบทางรถไฟดังกล่าวให้รัฐบาลไทยดูแล และรื้อรางรถ
          ไฟที่อยู่ในป่าออกมา เนื่องจากไม่มีการเดินรถในช่วงทางดังกล่าว และเปิดการเดินรถเป็นประจำทุกวัน
          จากสถานีบางกอกน้อยถึงสถานีน้ำตกเท่านั้น รวมระยะทางประมาณ 200 กม. และจากหนองปลาดุก
          ถึงสถานีน้ำตกรวมระยะทางประมาณ 100 กม.ปัจจุบันสะพานเก่าจมอยู่ใต้น้ำ ห่างจากสะพานที่เห็นใน
          ปัจจุบันประมาณ 100 เมตรทางตะวันออกของสะพานใหม่ ซึ่งรัฐบาลไทยได้สร้างขึ้นมา ใหม่โดยให้มี
          ลักษณะเหมือนของเดิมทุกประการ และทางจังหวัดกาญจนบุรีได้จัดให้มีการแสดงแสง สี เสียงเป็นประจำ
          ทุกปี ในเดือนพฤษจิกายน

          นับแต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในพศ. 2481 ท่านมีนโยบายในการสร้าง
          ชาติทางเศรษฐกิจ ซึ่งมี แนวโน้มในการส่งเสริมลัทธิชาตินิยม มีการออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรม
          ภายในประเทศ และปลูกฝังให้ประชาชนหันมา นิยมใช้สินค้าไทย จนมีคำขวัญว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทย
          เจริญ" แต่นโยบายบางอย่างไม่มีการวางแผนที่ดี ทำให้เกิดมีปัญหาในทางปฏิบัติการส่งเสริมให้คนไทย
          หันมานิยมใช้ของไทยและการสงวนอาชีพบางอย่างไว้สำหรับคนไทยไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะคนไทย
          ส่วนใหญ่นฃยังไม่พร้อมสำหรับนโยบายดังกล่าว นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อในระหว่างสงคราม ซึ่งมีสาเหตุใหญ่ๆเช่น การลดค่าเงินบาท
          ปัญหางบประมาณขาดดุลย์ และปัญหาค่าใช้จ่ายของทหาร
          ญี่ปุ่น

          ในด้านประเพณีและวัฒนธรรมรัฐบาลจอมพล ป. ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบาง
          อย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองระบอบใหม่ และเพื่อให้เป็นไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของ
          โลกในสมัยนั้น เช่น ให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน ให้นุ่งกางเกงขายาวแทน ยก
          เลิกบรรดาศักด์และยศข้าราชการพลเรือน เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ในวันที่ 24 มิถุ
          นายน 2482 และเปลี่ยนวันขึ้น ปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม โดยเริ่มเปลี่ยนใน
          ปีพศ.2484 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแบบสากล และมีการสร้างชาติทางวัฒนธรรม โดยการจัดตั้งสภาวัฒ
          นธรรมแห่งชาติเมื่อพศ. 2485 และพยายามจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประ
          เทศด้วยการประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆและสั่งห้ามประชาชนเลิกกินหมากโดยเด็จขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งผ้า โจงกระเบนเปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทนสวมหมวก
          สวมรองเท้า วางระเบียบการใช้คำแทนชื่อ เช่น ฉัน ท่าน เรา และมีคำสั่งให้ข้าราช การทุกคนกล่าวคำว่า "สวัสดี" ในโอกาสแรกที่พบกันด้วย

          ขบวนการเสรีไทย
          เมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 25 มค 2485 มีคนไทยจำนวนมากทั้งใน
          และนอกประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชซึ่งเป็น
          อัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำคนไทยประกาศตั้ง "ขบวนการเสรีไทย" และรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นและช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร
          รัฐบาลสหรัฐอเมริการับรองการกระทำของเสรีไทยในปี
          พศ. 2486 โดยความช่วยเหลือของหน่วยหน่วย O.S.S. [Office of Strategic Services] และได้ส่งอาสา
          สมัครเสรีไทยกลุ่มหนึ่งมายังภาคใต้ของจีน เพื่อเตรียมที่จะปฏิบัติการแทรกซึมในประเทศไทยซึ่งมีกอง
          ทหารญี่ปุ่นยึดครองตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิ์วัตน์ ก็ได้จัดตั้งองค์การเสรีไทย ขึ้นที่อังกฤษ
          ขึ้นอยู่กับหน่วย 136 ส่วนในประเทศไทย ก็มีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยเสรีไทย ติดต่อประสานงานกับหน่วย
          โอ.เอส.เอส.ของสหรัฐ
          อเมริกาและหน่วย 136 ของอังกฤษ ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะยุติลง รัฐบาลจอมพล ป.ได้ลาออก
          เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม 2487 เนื่องจากแพ้คะแนนเสียงในสภา นายควง อภัยวงศ์ ได้รับตำแหน่งนา
          ยกรัฐมนตรีต่อมา เมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว นายควง อภัยวงศ์ได้ลาออก นายทวี บุณ
          ยเกตุ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประมาณ 17 วัน ก่อนที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะเดินทางกลับจาก
          สหรัฐอเมริกา และรับตำแหน่งสืบต่อมา

          ในวันที่ 16 สิงหาคม 2478 ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ออกประกาศว่า การประกาศสงครามของ
          รัฐบาลไทยต่ออังกฤษและ สหรัฐเเมริกานั้นเป็นโมฆะ ผิดต่อเจตจำนงของประชาชนชาวไทย จึงเสนอที่
          จะจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นทำหน้าที่พิจารณาอาชญากรสงครามเอง และพร้อมที่จะคืนดินแดนที่ญี่ปุ่น
          มอบให้ในระหว่างสงครามแก่ประเทศที่มีอำนาจอยู่เหนือดินแดนเหล่านั้นเดิม

          การเลิกสถานะคู่สงคราม
          สหรัฐอเมริกาได้ประกาศรับรองในทันทีว่า คำประกาศสงครามของไทยเมื่อ พศ. 2485 เป็นโมฆะ และ
          ได้แสดงน้ำใจไม่เรียกร้องให้ ชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด แต่อังกฤษมีท่าทีแตกต่างไป เพราะรัฐบาล
          อังกฤษได้ประกาศสงครามตอบไทยด้วย อังกฤษได้ยื่นข้อ เสนอให้ไทยปฏิบัติมากมาย เพื่อยกเลิกสถา
          นะคู่สงคราม อเมริกาได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยเจรจาต่อรอง ในที่สุดอังกฤษและไทยก็ได้ลงนามใน "ความตก
          ลงสมบูรณ์แบบเพื่อยุติภาวะสงครามระหว่างไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดีย" ที่สงคโปร์เมื่อวันที่ 1 มกรา
          คม 2489 มีใจความสำคัญคือ ไทยจะต้องคืนดินแดนในมาลายูและรัฐฉานที่ได้มาระหร่างสงคราม ต้อง
          ชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินของอังกฤษที่ถูกไทยยึดครองระหว่างสงครามและต้องชดใช้เป็นข้าวสารจำ
          นวน 1.5 ล้านตันแก่อังกฤษ ซึ่งนับว่าไทยได้รับการผ่อนผันมากพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดา
          ประเทศฝ่ายอักษะด้วยกัน เพราะไทยไม่ต้องถูกยึดครอง และไม่มีข้อผูกมัดทางการเมืองและการทหาร
          ใดๆ ที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียเอกราชและอธิปไตย นอกจากนั้นไทยยังต้องทำการตกลงกับฝรั่งเศษในการ
          ที่จะเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ด้วยการคืนดินแดนที่ได้มาจากกรณีพิพาทอินโดจีนเมื่อปีพศ. 2483 ให้แก่ฝรั่งเศส
          แต่ฝรั่งเศสก็ยังเรียกร้องที่จะให้ไทยมอบพระแก้วมรกตให้แก่ฝรั่งเศษ ซึ่งฝรั่งเศษอ้างว่า พระแก้วมรกตเคยอยู่ในลาวมาก่อนถึง 200 กว่าปี
          ก่อนที่จะมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมื่อลาวเป็นดินแดน
          ในอาณัติของฝรั่งเศษแล้ว ไทยจึงควรจะต้องคืนพระแก้วมรกตให้แก่ลาวด้วย แต่ไทยก็อ้างว่า การค้นพบ
          พระแก้วมรกตครั้งแรกนั้น เป็นการค้นพบในประเทศไทย และการที่พระแก้วมรกตต้องอยู่ในประเทศ ลาวถึง 200 กว่าปีนั้น เป็นเพราะว่า พระไชยเชษฐา
          ได้นำพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงใหม่ไปไว้ในเมือง
          หลวงพระบาง และเมือง เวียงจันทน์ในที่สุด ดังนั้น การที่สมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อันเชิญ
          พระแก้วมรกตมาไว้ยังกรงธนบุรีและกรุงเทพฯ ตามลำดับนั้น เป็นการนำกลับคืนมาสู่สถานที่เดิม ข้อ
          เรียกร้องของฝรั่งเศษข้อนี้จึงตกไป นอกจากนั้นไทยยังได้เปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับสหภาพโซเวียด และ
          ทำสนธิสัญญาทางไมตรีกับจีน เพื่อมิให้คัดค้านการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของไทย ซึ่ง
          ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2489 นับเป็นสมาชิกอันดับที่ 55