อาณาจักรเขมร
เชื่อกันว่าคนเขมรคือคนเชื้อชาติเดียวกับมอญ มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางตอนใต้และทางตะวันตกของจีน บางครั้งเรียกว่า มอญ - เขมร [Mon - Khmer] เริ่มอพยพเข้ามาในเอเชียตอนใต้เมื่อราว 500 ปีก่อนคริสตศักราช โดยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ทางตอนกลางของพม่าเรื่อยไปจนถึงประเทศเวียตนาม ตอนหลังจึงได้พัฒนาตัวเองจนเป็นอาณาจักรและมีอำนาจอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลาต่อมา

ขอม เป็นคำเรียกของคนไทที่อยู่ทางเหนือเช่น ไทลื้อ ในสิบสองปันนา เขียนเป็นตัวอักษรว่า กรอมออก เสียงว่า กร๋อม หมายถึงเผ่าพันธุ์ทีมีสีผิวเป็นสีดำ และเนื่องจากพวกขอมเคยอยู่แถบนั้นมาก่อนและมีสีผิวเป็นสีดำ ในสมัยต่อมาเมื่อขอมได้ย้ายลงมาอยู่ทางตอนใต้แล้วคนไททางเหนือก็เหมาเรียกพวกที่มาจากตอนใต้ที่มีผิวดำว่าขอม (กรอม) เหมือนกันหมด แม้ในปัจจุบัน มีหลักฐานเอกสารปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง ซึ่งกล่าวถึงขอมไว้หลายตอน เมืองที่คนขอมอยู่เรียกว่า สุวรรณโคมคำ ริมฝั่งแม่น้ำโขง มีอาณาเขตรวมไปถึงเมืองพะเยา เรื่องท้าวฮุ่งได้บรรยายไว้ว่า เห็นมีโคมคำแขวนอยู่ทั่วไป เขมรมีวิวัฒนาการอยู่ในช่วงเวลาก่อนที่สิงหนวัติจะย้ายถิ่นฐานลงมาจากยูนนาน เมืองสุวรรณโคมคำได้ล่มสลายลงเป็น เวลานาน ก่อนที่สิงหนวัติจะย้ายลงมา และสร้างเมืองชื่อ นาคพันธุ์สิงหนวัตินครตรงบริเวณที่เป็นเมืองสุวรรณโคมคำมาก่อน

เมื่อเขมรหมดอำนาจจากสุวรรณโคมคำแล้ว ก็ได้ขยับลงมาทางใต้จนมาอยู่ในบริเวณตอนกลางของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก และได้มีวิวัฒนาการเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในบริเวณนี้เป็นวงกว้าง ท่านธรรมทาสพานิช (พี่ชายของท่านพุทธทาสภิกขุ) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า พวกขอมน่าจะเป็นสาขาหนึ่งของคนไทที่เรียกว่า ไศเลนทร์ และเป็นคนละพวกกันกับ เขมร ต่อมาภายหลังจึงได้มีการผสมผสานทางเชื้อชาติจนแยกกันไม่ค่อยจะออก ประกอบกับการออกเสียงชื่อชนชาติซึ่งใกล้เคียงกันมาก คนในยุคหลังจึงเหมาเอาว่าขอมคือเขมร โดยเฉพาะคนไทยที่มักจะเรียกเขมรว่าขอมเสมอ (พนม ทวาราวดี ศรีวิชัยสามอาณาจักรของคนไทย ไศเลนทรวงศ์ โดย ธรรมทาสพานิช) น่าสังเกตุว่า ไม่มีชนชาติใดเลยที่เรียกเขมรว่าขอม มีแต่พวกเราคนไทยเท่านั้นที่เรียกเขมรว่าขอม เพราะนึกว่าขอมเพี้ยนมาจากเขมร จริงๆแล้ว คำว่าเขมรนั้นมาจากชื่อ นางเมรา ภรรยาของพราหมชื่อ กัมภูสวายัมภูวาเป็นต้นชื่อของคำ กัมพูชา

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในบรรดาเมืองทั้ง 9 ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอาณาจักรไตมาวทางแถบแม่น้ำตุรุงคปานี แล้วพัฒนาจนเป็นอาณาจักรโกสามพีนั้น ทุกเมืองมีจะคำว่า กัมโพชวิสัย ประกอบอยู่เป็นชื่อเมืองทั้งสิ้น แสดงว่า กลุ่มชนที่มีสายเลือดกัมพูชาจะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณนี้แน่นอน

เมืองที่สิงหนวัติจากมานั้น มีชื่อว่า กรุงราชครึ หรือ นครไทเทศ ซึ่งในบริเวณเดียวกันนั้นก็ยังมีเมืองชื่อเขมรัฐ หมายถึงรัฐ ของเขมร หมายความว่า คนเขมรก็เคยอยู่ในยูนนานมาก่อน และมีความเกี่ยวพันกับคนไทในยูนนานไม่มากก็น้อย และคน เขมรอาจจะเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้ก่อนคนไทก็อาจเป็นได้ และจากการที่พบว่าภาษามอญมีความคล้ายกับภาษาเขมร ทำให้สันนิษฐานกันว่า มอญ และ เขมร เป็นพวกเดียวกัน เรียกว่า มอญ - เขมร ( Mon - Khmer) (Khmer คือ เขมร ไม่ใช่ขอม) ความเป็นไปได้คือพวกจากเขมรัฐ ได้พากันอพยพลงมาทางใต้ แล้วแยกสาขาออกไป พวกหนึ่งไปทางตะวันตกเข้าไปในเขตพม่าแล้วพัฒนาขึ้นเป็นอาณาจักรมอญ อีกพวกหนึ่งไปทางตะวันออกแล้วพัฒนาเป็นอาณาจักรเขมรโดยมีอาณาจักรทวาราวดี ของคนไทคั่นอยู่ตรงกลาง ส่วนคำว่า ขอม ที่ปรากฎอยู่ในจารึกเก่าของพม่านั้นพบได้ จากบรรทึกหลายแห่งกล่าวว่า ได้ทำศึก กับพวกขอมที่มาจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และจับตัวเชลยชาวขอมไว้ได้ หลังจากที่สอบสวนแล้วจึงทราบว่าเป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นออกญา แต่ภาษาเขมรไม่มีตำแหน่งออกญา ดังนั้น ออกญาดังกล่าวจึงต้องเป็นคนไท เพราะออกญาเป็นตำแหน่งทางการเมืองของคนไท เป็นไปได้หรือไม่ว่า ขอม ก็คือสาขาหนึ่งคนไทย เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์อธิบายไว้ว่า ในความรู้สึกของคนทั่วไปนั้น ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นของพวกขอม ดังนั้น ใครก็ตามที่มาจากดินแดนดังกล่าวจึงถูกเหมาว่า เป็นขอมทั้งหมดโดยไม่รับรู้ว่า พวกขอมได้พากันอพยพออกไปหมดแล้วแสดงว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่าขอมไม่ใช่ไทย แต่ถ้าคนพวกนั้น เป็นขอมจริงๆ และมีตำแหน่งออกญาจริงๆก็คงหมายความได้ว่า ขอม ดังกล่าวก็เป็นคนไทย

เริ่มปรากฏร่องรอยของเมืองเขมรราวศตวรรตที่ 2 โดยเป็นประเทศราชของอาณาจักรพนม(สาขาหนึ่งของไศเลนทรวงส์)(จีนออกเสียงเป็น ฟูนัน) สืบทอดอารยธรรมต่อมาจากอาณาจักรพนม ซึ่งรับมาจาก อินเดีย คนจีนจดชื่ออาณาจักรพนม ว่า ฟูนัน และอาณาจักรจันทราว่า เจิ้นลา หรือเจนละจนถึงศตวรรตที่ 6 เขมรก็แยกตัวออกมาจากอาณาจักรพนม สร้างอาณาจักรขึ้นใหม่ บันทึกของจีนเรียกอาณาจักรที่เกิด ขึ้นใหม่นี้ว่า อาณาจักรจันทรา หรือเจนละ [Chenla] (จันทรวงศ์) โดยที่ทั้งอาณาจักรจันทราและอาณาจักรพนมต่างก็มีการสืบเชื้อสายข้ามวงศ์กันไปมา บันทึกเขมรในศตวรรษที่ 10 กล่าวว่า ราชวงศ์เขมรสืบเชื้อสายมาจากพราห์มชื่อ กัมพูสวายัมภูวา กับนางอับสรชื่อนางเมรา ซึ่งถือว่าเป็นวงศ์แห่งพระ อาทิตย์ [Solar] ส่วนราชวงศ์พนมสืบเชื้อสายมาจากพราหห์มชื่อ โกณฑิณยะ และนางโสมา เป็นวงศ์แห่งพระจันทร์ [Lunar] ทำให้กษัตริย์เขมรในสมัยต่อมามักจะอ้างเสมอว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์แห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์

บันทึกของจีนได้กล่าวถึงกษัตริย์เจนละว่า นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีพิธีบูชายันต์โดยใช้มนุษย์เป์นประจำทุกปี ศูนย์กลางของอาณาจักรเจนละอยู่ที่บริเเวณเขตเมืองจำปาศักดิ์ของลาวในปัจจุบัน กินเนื้อที่ครอบคลุมตอนใต้ของลาวลงไปถึง เมืองสตึงเตรง ทางตอนเหนือของเขมร

ประวัติศาสตร์เขมรเริ่มขึ้นในปี คศ.550 เมื่อพระเจ้าภววรมัน กษัตริย์เขมรเชื้อสาย ฟูนัน (พนม)ซึ่งได้ อภิเษกกับเจ้าหญิงเจนละ ก็ได้ประกาศตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับอาณาจักรพนมอีกต่อไป และได้เข้ายึดเมือง หลวงของอาณาจักรพนมคือ เมืองวยาธปุระได้สำเร็จ อาณาจักรพนมจึงกลับต้องมาตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรเจนละ ซึ่งเคยเป็นเมืองประเทศราชของตัวเองมาก่อน แต่พนมก็ยังมีฐานะเป็นรัฐอิสระอยู่จนถึงปีคศ. 627 ดินแดนของอาณาจักรพนม จึงได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเจนละ ดังจะเห็นได้จากบันทึกของจีนว่า อาณาจักรพนมยังคงส่งฑูตไปเมืองจีนโดยเอกเทศจนถึงต้นศตวรรษที่ 7 หลังจาก นั้นอาณาจักรพนมที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 500 ปี นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก็ต้องสิ้นสุดลง และประ วัติศาสตร์เขมรสมัยก่อนพระนครก็ได้เริ่มขึ้นณ บัดนั้น

พระเจ้าอีสานวรมัน (611 - 635)
ได้ขยายอาณาจักรลงมาทางใต้จนถึงลุ่มแม่น้ำสตุงเสน และสร้างเมืองบนฝั่งแม่น้ำคืออีสานวรมัน(12ไมล์ทางเหนือของ กำปงธม ) และได้รวมเอาดินแดนของอาณาจักรพนมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเจนละโดยสมบูรณ์ในปี คศ. 627

พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 (635 - 690)
เขมรก็ได้ขยายอาณาจักรออกไปอีกมากมาย โดยทางเหนือจรดอาณาจักรน่านเจ้าทางตะวันตก ตีได้ดินแดนของอาณาจักร ทวาราวดี แต่กษัตริย์เขมรที่ขึ้นครองราชย์ต่อๆมาไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาอำนาจและดินแดนเอาไว้ได้ ทำให้เขมรในสมัยต่อมาเกิดความแตกแยกและอาณาจักรแตกออกเป็น 2 ส่วนคือ เจนละเหนือ (บก) และเจนละใต้ (น้ำ)

เจนละบก หรือที่พงศาวดารจีนเรียกว่า เวนตัน [Wenton] มีการรวมตัวกันได้ดีกว่าเจนละน้ำ ซึ่งในบางครั้งถึงกับบุกขึ้น ไปตีถึงตังเกี๋ยของจีน แต่ไม่สำเร็จจึงต้องหันกลับมาเป็นพันธมิตรกับจีนอีกโดยได้ส่งกองทัพไปช่วยจีนรบกับอาณาจักร น่านจ้าวของคนไทย แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไป อาจเป็นไปได้ว่า เวนตัน เป็นคำที่จีนจดมาจากคำว่า เวียนเทียน หรือเวียงจันทน์

เจนละน้ำ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการติดต่อกับจีน และแแบ่งออกไปอีกเป็น 3 พวกคือ
1. ฝ่ายเจ้านายเชื้อสาย Lunar
2. ฝ่ายเจ้านายเชื้อสาย Solar
3. ฝ่ายเจ้านายเชื้อสายพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 โดยตรง

ในตอนต้นของศตวรรตที่ 8 มีเจ้านายเชื้อสาย Lunar ซึ่งอภิเษกกับเจ้าหญิงของ Solar ได้ขึ้นครองราชย์ ทำให้ได้ครองดินแดนส่วนมากของเจนละน้ำ ช่วงปลายของศตวรรษที่ 8 ต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 9 เจนละน้ำก็ตกเป็นเมืองขึ้นของชวา และส่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งเคยไปอยู่ที่ชวามาก่อนมาปกครองเจนละน้ำ

พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (802 - 850)
เชื้อสาย Solar ในปีคศ. 819 ประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับชวา วางรากฐานการปกครองในระบบเทวราชาตามแบบอารยธรรมอินเดียและพัฒนาระบบชลประทานให้ดีขี้น แต่พระองค์ก็ต้องย้ายเมืองหลวงถึง 4 ครั้งคือ
1. อินทราปุระ
2. หริหราลัย ( 12 ไมล์ทางเหนือของเมืองเสียมราฐ )
3. อัมรินทราปุระ
4. มเหทราปารวัตตา

ทั้ง 4 เมืองนั้นจะวนเวียนอยู่บริเวณรอบทะเลสาปเขมรทั้งสิ้น แต่ในตอนปลายสมัย พระองค์ก็ย้ายเมืองหลวงกลับไปอยู่ที่เมืองหริหราลัยจนสิ้นสมัย และถือได้ว่าประวัติศาสตร์เขมรยุคพระนครได้เริ่มต้นในสมัยนี้ ซึ่งเป็นยุคที่เขมรรุ่งเรืองที่สุด จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (1181 - 1219) รวมเวลาจากปีที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ขึ้นครองราชย์ในปีคศ. 802 จน ถึงปีที่พระเจ้าชัยวนมันที่7 สวรรคตในปีคศ. 1219 เป็นเวลา 417 ปี เรียกว่า เขมรสมัยพระนคร