กษัตริย์เขมรที่สำคัญ
สมัยก่อนพระนคร [Pre - Angkhor]
พระเจ้าภววรมัน ( 550 - 600 ) ศิลปะ พนมดา
เป็นผู้แยกเขมรออกมาจากอาณาจักรฟูนัน เมืองหลวงอยู่ที่เมืองสตึงเตรงหรือวัดภู
พระเจ้าจิตรเสน ( 600 - 611 ) ศิลปะ ถาลาบริวัตร
เป็นน้องพระเจ้าชัยวรมันที่ 1ขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกจนถึงลุ่มแม่น้ำมูล
พระเจ้าอีสานวรมันที่ 1 ( 611 - 635 ) ศิลปะ สมโบร์ไพรกุก
ได้ผนวกเอาอาณาจักรฟูนันเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรเขมรในปีคศ. 627 และขยายอาณาเขตลงมาทางใต้จนถึงแม่น้ำสตุงเสน สร้างเมืองหลวงขึ้นในบริเวณนั้นคือเมืองอีสานปุระ(12ไมล์ทางเหนือของกำปงธม) ขยายอาณาเขตเข้าไปครอบคลุม บริเวณอ่าวไทยไปจนจรดอาณาจักรทวาราวดี
พระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ( 635 - 690 ) ศิลปะ ไพรกเม็ง
ขยายอาณาจักรขึ้นไปทางเหนือจรดอาณาจักรน่านเจ้า ทำให้อาณาจักรเขมรมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก แต่ในที่สุด ก็เกิดความแตกแยกขึ้นหลังจากสมัยของพระองค์

อาณาจักรเจนละแตกเป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ( 690 - 800 ) ศิลป กำพงพระ

สมัยพระนคร [Angkhor]
พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ( 802 - 850 ) ศิลปะ กุเลน
ประกาศอิสรภาพจากชวาและรวมอาณาจักรเจนละที่เคยแตกแยกกันให้กลับมารวมกันใหม่ได้สำเร็จในปีคศ. 819 วางรากฐาน ระบบกษัตริย์แบบเทวราชา พัฒนาระบบชลประทาน และย้ายเมืองหลวงถึง 4 ครั้ง

พระเจ้าอินทราวรมันที่ 1 ( 877 - 889 ) ศิลปะ พระโค
สร้างอ่างเก็บน้ำ [Baray] ขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของเมืองหริหรายา สร้างวิหารบากอง [Bakong]เป็นปราสาทแห่งแรกของเขมรที่สร้างด้วยหิน (สมัยก่อนล้วนสร้างด้วยอิฐทั้งสิ้น)สันนิษฐานว่าพระองค์สร้างวิหารบากอง เพื่อแข่งบารมีกับวิหาร บุโรพุทโธ [Borodobur] ของชวา และสร้างวิหารพระโค[Preah Ko]

พระเจ้ายโสวรมันที่ 1 ( 889 - 900 ) ศิลปะ พระโค
ทรงสร้าง Eastern Baray กว้างยาวด้านละ 7 กม เพื่อเก็บน้ำที่ทดมาจากแม่น้ำเสียมราฐ และสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ซึ่งถือว่า เป็นเมืองหลวงแห่งแรกในกลุ่มมนครหลวงคือยโสธราปุระ โอบล้อมเนินเขาที่ชื่อพนมบาเค็ง [Phnom Bakheng] มีเนื้อที่ประมาณ 16 ตร.ไมล์ คูเมืองกว้าง 200 ม. มีบ่อน้ำที่ขุดด้วยมือมนุษย์กว่า 800 บ่อ มีการสร้างวิหารบนยอดเขาต่างๆ มากมายรวมทั้งเขาพระวิหาร

พระเจ้าราเชนทราวรมันที่ 2 (944 - 968) ศิลปะ แปรรูป
เป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เจนละบก เป็นผู้ที่สามารถรวบรวมเจนละเหนือและเจนละใต้ให้ กลับมา รวมกันได้ใหม่เป็นพระองค์แรก พระองค์นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แต่ก็ยังคงให้ความสนับสนุนศาสนาพุทธ-มหายาน เป็นอย่างมาก

พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ( 968 - 1001 ) ศิลปะ บันทายศรี
มีความเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านวิชาการ ทั้งทางด้านรัฐศาสตร์ และโหราศาสตร์ ซึ่งปรากฎหลักฐานว่า มีเจ้านายสตรีเข้ารับราช การในตำแหน่งสำตัญต่างๆ หลายคน วิหารบันทายศรี [Banteay Srei]ซึ่งสร้างในสมัยนี้ก็ถูกเรียกว่าเป็น เมืองป้อมของสตรี

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ( 1002 - 1050 ) ศิลปะ เคลียง
เป็นโอรสของพระเจ้ากรุงนครศรีธรรมราช แต่พระมารดาเป็นเจ้าหญิงเขมรซึ่งมาอภิเษกกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พระองค์จึงเป็นกษัตริย์เขมรที่สืบเชื้อสายมาจากชาวใต้ ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ แต่พระองค์เองนับถือศาสนาฮินดู-ไศวนิกาย พระองค์ได้ขยายอาณาเขตออกมาเป็นอันมากคือ ทางตะวันตกครอบคลุมอาณาจักรทวาราวดี ทางเหนือตีได้เมืองหลวงพระบาง ทางใต้ตีได้ตอนบนของแหลมมลายู มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญต่างๆตือ พิมานอากาศ [Phimanakas] และปราสาทตาแก้ว [Takeo] เป็นวิหารแห่งแรก ของเขมรที่สร้างด้วยหินทราย

พระเจ้ายุธยาทิตยวรมันที่ 2 ( 1050 - 1066 ) ศิลปะปาปวน
พระองค์นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย แต่ไม่ส่งเสริม ศาสนาพุทธ-มหายานทำให้บรรดาขุนนางที่นับถือศาสนาพุทธไม่พอใจ จึงได้ก่อกบฎขึ้นถึง 3 ครั้งถึงแม้จะปราบกบฎลงได้ แต่ก็ทำให้เขมรต้องอ่อนแอลงมาก จึงต้องเสียดินแดนบางส่วนไปเช่น อาณาจักรทวาราวดี ซึ่งพระเจ้าอนิรุธกษัตริย์แห่งพุกาม(พม่า) ได้แผ่อิทธพลเข้ามาครอบครอง อาณาจักรทวาราวดีแทนที่เขมร

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ( 1113 - 1150 ) ศิลปะ ปาปวนถึง นครวัต
ทรงสร้าง นครวัต เพื่อประดิษฐานรูปปั้นของพระวิษณุ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นรูปตัวแทนของพระองค์ด้วย เพราะพระองค์ถือว่าตัวเอง เป็นภาคหนึ่งของพระวิษณุ ทรงตีได้อาณาจักร ทวาราวดีคืนมาอีกครั้ง และเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับจีนขึ้นใหม่ หลังจากที่ไม่มีการติดต่อกับจีนตั้งแต่ เจนละแตกเป็นฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้ และยังปรากฎว่า มีทหารชาวไทอยู่ในกองทัพของพระองค์ด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนไทกำลังอพอพลงมาอยู่ในบริเวณ ตอนบนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากันมากขึ้น

พระเจ้าทเรนวรมันที่ 2 ( 1150 - 1160 ) ศิลปะ นครวัติ
กษัตริย์องค์แรกที่นับถือศาสนาพุทธ - หินยาน แต่ประชาชนและขุนนางยังคงนับถือศาสนาฮินดู

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ( 1181 - 1219 ) ศิลปะ บายน
ขึ้นครองราชย์ด้วยการปราบจลาจล และเป็น กษัตริย์องต์แรกที่ยึดอาณาจักรจัมปาเข้ามาไว้ในปกครองได้ หลังจากที่มีการพยายามมาแล้วโดยกษัตริย์ เขมรหลายๆ พระองค์ ซึ่งเมื่อรวมกับอาณาเขตที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้เขมรสมัยนี้มีอาณาเขตกว้างกว่า ในยุคสมัยที่ผ่านมาทั้งหมด พระองค์นับถือศาสนาพุทธ- มหายาน ส่วนขุนนางนับถือศาสนาฮินดู ใน ขณะที่ ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ -หินยาน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากทวาราวดี สิ่งก่อสร้างที่สำคัญคือ นครธมและปราสาทบายน เป็นพุทธสถานนิกายมหายาน สร้างที่พักริมทางและโรงพยาบาลอีกถึง 121 แห่ง ตามทางที่จะมายังเมืองนครธมจากทิศทางต่างๆ และเมื่อรวมกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ก่อนหน้านี้ ทำให้เขมรมีจำนวนเทวสถานและปราสาทหินมากมายถึง 20,000 แห่ง โดยต้องใช้คนดูแล ถึง 300,000 คน และใช้ข้าวเพื่อเลี้ยงดูคนเหล่านั้นถึงปีละกว่า 38,000 ตัน ด้วยต้นทุนที่สูงขนาดนั้นภาระทั้งหมดกลับไปตกอยู่กับประชาชน เมื่อสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมัที่ 7 เขมรก็อ่อนแอและเสื่อมอำนาจลง จนไม่สามารถรักษาดินแดนต่างๆ เอาไว้ได้ และถือเป็นการสิ้นสุดยุคพระนคร ของเขมร

สมัยหลังพระนคร : ยุคเสื่อม

พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ( 1243 - 1295 )
หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เขมรก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงเป็นลำดับจนถึงสมัยพระเจ้า ชัยวรมันที่8 ก็ต้องเสียดินแดนด้านตะวันตก บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาให้กับกลุ่มคนไทที่มีผู้นำคือพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นราชบุตรเขยของพระองค์เองด้วย โดยที่เขมรเองก็ไม่มีอำนาจพอที่จะยึดเอาดินแดนคืนมาได้ ประกอบกับจีนก็ให้ความสนับสนุนคนไทยอยู่ เพราะโกรธที่เขมรได้จับราชฑูตของจีนเอาไปขังไว้ จีนเองก็กำลังจะบุกเข้ามาตีเขมร แต่เพราะจีนกำลังมีสงครามติดพันอยู่กับจัมปา จึงไม่สามารถยกลงมาตีเขมรได้

พระเจ้าชัยวร มันที่ 8 นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย โดยไม่ให้การสนับสนุนศาสนาพุทธ - มหายาน จึงได้สั่งให้ทำลายรูปบูชาของศาสนาพุทธลงไปเป็นจำนวนมากเช่น ที่วิหารบายน เมื่อเสียดินแดนไปเป็นอันมาก ทำให้เขมรขาดทรัพยากรที่เคยได้จากบรรดาเมืองขึ้นต่างๆ เขมรจึงขาดยุทธปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ในการสงครามหรือสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตต่างๆ แต่ก็เป็นการดีสำหรับคนเขมรเอง ที่ไม่ต้องเสียเวลาเสียพรัพยากรเท่าที่มีอยู่ในการทำสงครามและสิ่งก่อสร้าง และทำให้มีเวลาในการเพิ่มพูนความสามารถใน ด้านวิชาการมากขึ้น จึงปรากฎว่ามีผู้คนจากดินแดนต่างๆเดินทางเข้ามาหาวิชาความรู้ใน เขมรกันมาก

กลางศตวรรษที่ 13 ประชาชนทั่วไปเริ่มนับถือศาสนาพุทธ-หินยานกันมากขึ้น ดังนั้นกษัตริย์ในสายตาของประชาชน จึงมิใช่เทพเจ้าอีกต่อไป ทำให้ไม่สามารถบังคับประชาชนให้มาถวายบริการเป็นกรรมกรหรือเป็นนักรบได้ง่ายๆดังเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป

พระเจ้าอินทราวรมันที่ 3 ( 1295 - 1327 )
ทรงหยุดอำนาจของสุโขไทยไม่ให้เข้ามาในเขมรไว้ได้ ทรงสนับสนุนศาสนาพุทธ-หินยานอย่างสูงสุด แต่ศาสนาฮินดูก็ยังคงมี ความสำคัญในราชสำนัก และเปิดความสัมพันธ์ทางการฑูตกับจีนอีกครั้ง

พระเจ้าชัยวรมันพาราเมศวร ( 1327 - 1340 )
เป็นกษัตริย์เขมรองค์สุดท้ายที่มีปรากฎพระนามบนแผ่นหินจารึก พราะหลังจากปีคศ.1340 เขมรก็ได้ยกเลิกประเพณีการสรร เสริญพระมหากษัตริย์โดยการจารึกลงบนแผ่นหินเป็นภาษาสันสกฤษและเริ่มมีการบันทึกพงศาวดารลงในสมุดเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาทางการของศาสนาพุทธ-หินยานแทน เนื่องจากเขมรได้เปลี่ยน มานับถือศาสนาพุทธ-หินยานโดยสมบูรณ์ภายหลังจากสมัยของพระองค์ และยังได้แพร่หลายเข้าไปยังลาวอีกด้วย ภายหลังจากปีคศ.1340 เขมรก็เริ่มมีปัญหาภายในอย่างรุนแรง บางครั้งก็ต้องรบกันเอง ทำให้ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านศัตรูได้ เมื่ออยุธยาในสมัยพระเจ้าปราสาททองมีกำลังเข้มแข็งขึ้น จึงยึดเขมรเอาไว้ได้

คำว่า เสียมเรียบ แปลว่า สยามแพ้ เกิดจากเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงธรรมยกกองทัพไปรบกับเขมร แต่ทัพไทยต้องพ่ายแพ้กลับมา เขมรจึงเรียกสถานที่ที่เป็นสมรภูมิแห่งนั้นว่า "เสียมเรียบ" ฝ่ายคนไทยคงจะกระดากที่จะเอ่ยคำว่า เสียมเรียบ จึงได้เรียกให้เพี้ยนไปเป็น เสียมราฐ แปลว่า รัฐของสยาม

ลัทธิ ความเชื่อ และศาสนา ชาวเขมรนับถือเทวดาและผีบรรพบุรุษแต่สำหรับกษัตริย์และขุนนางในราชสำนักต่างก็นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเป็นหลัก ในบางยุคอาจจะเปลี่ยนเป็นลัทธิไวศณพนิกาย หรือลัทธิหริหระบ้าง(หริหรา คือลัทธิที่รวมเอาไศวนิกายและไวศณพนิกายเข้าไว้ด้วยกัน)

ศาสนาฮินดูซึ่งแพร่หลายอยู่ในราชสำนักเขมรนั้น ได้รับอิทธิพลอารธรรมมาจากอินเดีย โดยผ่านอาณาจักรพนมตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นประเทศราช ซึ่งประเพณีการสร้างวิหารบนยอดหรือเนินเขาก็เพื่อแสดงความเป็นผู้ที่นับถือลัทธิไศวนิกาย และเป็นที่ทำพิธีบูชาพระอิศวร โดยการประดิษฐานศิวลึงค์ไว้ บรรดาพราห์มที่รับราชการอยู่ในราชสำนักเขมรนั้น คือผู้ทำหน้าที่ประกอบพิธีทางศาสนา และราชพิธีที่สำคัญต่างๆ เช่น พิธีบวงสรวงต่างๆ เป็นต้น แม้ในบางยุค กษัตริย์เขมรอาจจะนับถือพุทธแต่ก็ยังคงพิธีตามแบบ อย่างพราหมณ์ในราชสำนักไว้ แม้ว่ากษัตริย์และขุนนางในราชสำนักจะนับถือศาสนาพุทธหรือฮินดูก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการนับถือ กันเพียงเฉพาะในราชสำนักเท่านั้น โดยกษัตริย์จะเป็นตัวแทนของเทพเจ้าสูงสุดเพื่อดูแลประชาชน หรือการบังคับบัญชาทางทหารและการเกณฑ์แรงงาน แต่สำหรับประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ก็ยังคงนับถือผีสางเทวดาและผีบรรพบุรุษอยู่เช่นเดิม ถึงแม้ในบางยุค จะรับเอาศาสนาพุทธ-หินยาน จากทวาราวดีเข้ามาบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนถึงสมัยต้นศตวรรษที่ 14 ศาสนาพุทธ-หินยาน จึงได้แพร่หลายเข้าไปในหมู่ประชาชนทั่วไป จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ทางด้านศาสนาในเขมร กษัตริย์ก็หมดความหมายของคำว่า เทวราชา จนเกือบสิ้นเชิง ถึงกับมีการเปลี่ยนรูปแบบการบันทึก เหตุการณ์จากการจารึกลงบนแผ่นหินเพื่อสรรเสริญพระมหากษัตริย์ด้วยภาษาสันสกฤษ มาเป็นบันทึกลงในสมุดด้วยภาษาบาลีแทน

ระบบชลประทาน : มูลเหตุแห่งความรุ่งเรือง
ผลจากการศึกษาค้นคว้า ทำให้ทราบได้ว่าเขมรมีการพัฒนาระบบชลประทานที่ดีมาก มีการขุดบ่อน้ำขนาดเล็กมากมายนับได้เป็นพันบ่อ และสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกมากมายหลายแห่ง สามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง 30 ล้านลบ.เมตร และส่งน้ำไปเลี้ยงพื้นที่ได้ถึง 13 ล้านเอเคอร์ มีการขุดคลองชลประทานอีกหลายสายเพื่อประโยชน์ทางด้านการเกษตรและการคมนาคมให้มีการติดต่อถึงกันได้โดยสะดวกและมีน้ำใช้ตลอดปี ทำให้เขมรมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถผลิตข้าวได้จำนวนมากเพียงพอที่จะสนับสนุนงานทั้งทาง ด้านการก่อสร้างและการทหารได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการที่ได้ทรัพยากรต่างๆ จากเมืองขึ้นที่มีอยู่มากมาย ทำให้เขมรมีความเข้มแข็งมากขึ้น

เกินตัว : มูลเหตุแห่งความเสื่อม
จากการที่เขมรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสิ้นเปลือง และขยายอาณาเขตออกไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ทำให้เขมรเกิดอาการอ่อนล้า ภาย หลังสมัยของพระเจ้าชุยวรมันที่ 7 เป็นต้นมา เขมรก็เริ่มอ่อนแอลงเป็นลำดับ เขมรในสมัยหลัง จึงฟื้นตัวไม่ทันเมื่อเสียอำนาจให้แก่สุโขไทยไปแล้วก็ไม่อาจจะยึดเอาดินแดนคืนมาได้ ทำได้แต่เพียงป้องกันไม่ให้สุโขไทยเข้ามาตีจนถึงพระนครเท่านั้น ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีระบบการปกครองแบบเทวราชาเช่นเดียวกับเขมร แต่อยุธยาได้เปรียบกว่าตรงที่มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติมากกว่า และประชาชนก็ไม่อ่อนล้า มีบันทึกว่า อยุธยาได้เข้าตีเขมรหลายครั้ง และในบางครั้งก็ได้เข้าตีจนถึงพระนครหลวง จนกษัตริย์เขมรต้องอพยพลง ไปตั้งหลักที่พนนเปญอยุธยาก็ได้ทำลายระบบชลประทานในเขมรจนเสียหายใช้การไม่ได้ เขมรจึงไม่อาจกลับมามีอำนาจได้อีก และตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาในที่สุด

ลำดับกษัตริย์ที่สำคัญของเขมร
สมัยก่อนนครหลวง [Pre - Angkhor]
พระนาม
ปีพศ.
ปีคศ.
ศิลปะ
ภววรมัน
1093 - 1143
550 - 600
พนมดา(เฉพาะประติมากรรม )
จิครเสน
1143 - 1154
600 - 611
พนมดา (เฉพาะทับหลัง)
อิสานวรมัน
1154 - 1178
611 - 635
สมโบร์ไพรกุก
ชัยวรมันที่ 1
1178 - 1233
635 - 690
ไพรกเม็ง
เจนละแตก
1233 - 1345
690 - 802
กำพงพระ

สมัยนครหลวง [Angkhor]
ชัยวรมันที่ 2
1345 - 1393
802 - 850
กุเลน
ชัยวรมันที่ 3
1393 - 1420
850 - 877
กุเลน
อินทราวรมันที่ 1
1420 - 1432
877 - 889
พระโค
ยโสวรมันที่ 1
1432 - 1443
889 - 900
พระโค
จลาจล-ภาวะว่างกษัตริย์
1443 - 1471
900 - 928
บาแคง
ชัยวรมันที่ 4
1471 - 1485
928 - 942
เกาะแกร์
ราเชนทราวรมันที่ 2
1487 - 1511
944 - 968
แปรรูป
ชัยวรมันที่ 5
1511 - 1544
968 - 1001
บันทายศรี
สุริยวรมันที่ 1
1545 - 1593
1002 -1050
ประตูพระราชวัง
(เคลียง, คลัง เดิม)
ยุธยาทิตยวรมันที่ 2
1593 - 1609
1050 - 1066
ปาปวน
ฮาราชวรมันที่ 3
1609 - 1623
1066 - 1080
ปาปวน
สงครามกลางเมือง
1623 - 1656
1080 - 1113
ปาปวน
สุริยวรมันที่ 2
1656 - 1693
1113 - 1150
ปาปวน
ทเรนอินทราวรมัน
1693 - 1703
1150 - 1160
นครวัต
ยโสวรมันที่ 2
1703 - 1709
1160 - 1166
นครวัต
ตรีภวนาถทิตยวรมัน
1709 - 1720
1166 - 1177
นครวัต
ชัยวรมันที่ 7
1720 - 1762
1181 - 1219
บายน

สมัยหลังนครหลวง [After - Angkhor]
ชัยวรมันที่ 8
1786 - 1838
1243 - 1295
-
อินทราวรมันที่ 3
1838 - 1870
1295 - 1327
-