อาณาจักรล้านนา
ก่อตั้งขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกับอาณาจักรสุโขทัย โดยพระยาเม็งรายผู้ซึ่งขึ้นมาเป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียง แสนในปีพศ.1804(1261) ซึ่งมีดินแดนอยู่ทางตอนเหนือ เป็นเวลาเดียวกับที่ทางเมืองจีนซึ่งมีกุบไล ข่านเป็นผู้นำกำลังขยายอาณาเขตลงมาทางใต้ และตีได้เมืองพุกาม [Pagan] ในปีพศ.1826-1830 (1283-1287) พระยาเม็งรายเกรงว่าจะรับมือกุบไลข่านไม่ไหว เพราะชายแดนทางด้านเหนือของเชียง แสนมีอาณาเขตติดต่อกับจีน ถ้าจีนยกทัพลงมาก็จะเข้าถึงเมือง ได้โดยง่าย พระองค์จึงทรงย้ายเมืองลง มาทางใต้ แล้วสร้างเมืองเชียงรายในปีพศ.1805 (1262) พร้อมทั้งได้ทำสัญญา เป็นไมตรีกับพ่อขุน รามและพระยางำเมืองในปี พศ.1819 (1276) หลังจากนั้นจึงสร้างเมืองพร้าวเพื่อเป็นที่ชุมนุมพล และ ยกกำลังจากเมืองพร้าวลงไปตีหริภุญไชยได้ในปีพศ.1824 (1281)

พระองค์ทรงสร้างเมืองเวียงกุมกามเพื่อเป็นที่ประทับในปีพศ. 1829(1286)และสร้างเมืองเชียงใหม่ใน ปีพศ.1839(1296) โดยมีพระสหายคือพ่อขุนรามแห่งสุโขทัยและพระยางำเมืองแห่งพะเยาเป็นผู้ช่วย เหลือ แล้วจึงประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่จนสิ้นพระชนม์ เชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นเมืองหลวงของล้านนาตั้ง แต่บัดนั้น และได้สร้างความเจริญต่อมาถึง 265 ปี ยกเว้นระหว่างปีพศ.1854-1888 (1311-1345) ซึ่งกษัตริย์เชียงใหม่ทรงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เชียงรายและเชียงแสนเป็นการชั่วคราว โดยเชียงใหม่มีฐา นะเป็นเพียงเมืองเจ้าราชบุตร เนื่องจากดินแดนทางลุ่มแม่น้ำกกยังไม่มีความสงบเรียบร้อยดี จำเป็นต้อง จัดการให้เรียบร้อย จนถึงสมัยพระเจ้าคำฟูซึ่งรวมเอาแคว้นพะเยาเข้ามาไว้ในอำนาจได้ในปีพศ.1881 เมื่อพระเจ้าผายูขึ้นเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ในปีพศ.1888จึงมิได้ประทับที่เชียงแสนเหมือนกษัตริย์ล้านนา องค์ก่อนๆ

เชียงใหม่มีความเจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และศาสนา ตลอดจนศิลปและวัฒนธรรมที่เป็น แบบฉบับล้านนาโดยเฉพาะ ซึ่งเกิดจากการที่เชียงใหม่ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรต่างๆเช่น พุกาม และ สุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ศิลปและสถาปัตยกรรม แล้วจึงนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นศิลป ในแบบเฉพาะของล้านนา แม้ในเวลาที่พม่าเข้ามาปกครอง พม่ายังได้สร้างถาวรวัตถุเอาไว้ในเมืองเชียง ใหม่มากมาย แต่ก็ไม่เคยได้สร้างอะไรที่เป็นรูปแบบของพม่า โดยล้วนสร้างในรูปแบบล้านนาทั้งสิ้น

ในสมัยพระเจ้ากือนา เชียงใหม่ได้รับเอาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาจากเมืองสุโขทัย โดยพระสุมน เถระเป็นผู้นำเข้ามาในปี พศ.1914 (1371) เชียงใหม่จึงกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาแทน หริภุญไชย นับแต่นั้น

ประมาณปีพศ. 2092 เชียงใหม่ยังไม่มีกษัตริย์ปกครอง จึงได้เชิญเจ้าเชษวงศ์ โอรสของพระเจ้าโพธิสาร ธรรมิกราช กษัตริย์ล้านช้างและพระมารดาเป็นเจ้าหญิงจากเมืองเชียงใหม่ ให้มาครองเมืองเชียงใหม่ ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ปีพศ. 2094 พระไชยเชษฐาก็กลับไปเมืองหลวงพระบาง พร้อม ทั้งได้นำเอาพระแก้วมรกต พระแก้วขาว (พระแก้วผลึก) และพระแซกคำไปไว้ที่เมืองหลวงพระบางด้วย ในปีพศ. 2101 ทางหลวงพระบางเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น พระไชยเชษฐาจึงได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ เวียงจันทน์และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เวียงจันทน์ในคราวเดียวกันนั้น ต่อมาภายหลัง ชาวเมือง เชียงใหม่จึงได้ติดตามไปทวงพระแก้วมรกตคืน โดยได้พากันพักแรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในฝั่งไทย แต่ พระไชยเชษฐาก็คืนให้แต่พระแก้วขาวเท่านั้นโดยยังคงเก็บรักษาพระแก้วมรกตและพระแซกคำไว้ที่เมือง เวียงจันทน์ จนถึงสมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารเจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ฆ่าพระวอซึ่งหนีมาพึ่งไทย ตายที่หนองบัวลำภู ทางธนบุรีจึงได้ส่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกกองทัพขึ้นไปปราบ แล้วจึงได้ อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ยังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ ตามลำดับ

ในขณะที่เชียงใหม่กำลังสร้างความเจริญอยู่นั้น ในเวลาเดียวกันก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสงคราม กับอยุธยาและพม่าอยู่บ่อยครั้ง ดังจะเห็นได้ว่ามีการยกทัพมาสู้รบกันอยู่เสมอ จนกระทั่งในสมัยพญาญีบา เชียงใหม่เกิดความอ่อนแอทางด้าน เศรษฐกิจอย่างหนัก บางปีมีอัตราเงินเฟ้อถึง 45% ทำให้เชียงใหม่ เกิดปัญหาอย่างมาก ซึ่งในบางสมัยไม่มีการสร้างวัดเลย เพราะประชาชนไม่มีเงินที่จะสร้าง ดังนั้นในปี พศ. 2101 ( 1558 ) ในสมัยพระเจ้าเมกุฎิ เมื่อถูกพม่าโดยพระเจ้าบุเรงนอง บุกเข้าโจมตีจึงเสียเมือง ให้พม่าโดยง่ายในเวลาเพียง 3 วัน และถูกพม่าเข้าครอบครองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปีพศ.2244 (1701) พม่าได้แบ่งล้านนาออกเป็น 2 ส่วนคือตัดเชียงแสนออกไป โดยให้เมืองเล็กๆ ใน บริเวณนั้นขึ้นกับ เมืองเชียงแสน จนถึงปีพศ.2317 (1774) เชียงใหม่จึงได้หลุดพ้นจากอำนาจพม่า ด้วยการช่วยเหลือของพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยเจ้ากาวิลละได้ขอความช่วยเหลือมายังธนบุรีแล้ว เชียงใหม่ จึงเข้ามาสวามิภักดิ์กับไทยและเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย จนถึงทุกวันนี้