กรุงเทพมหานคร
          กรุงเทพมหานคร (ชื่อเต็ม)

          มีพื้นที่ 1,565 ตร.กม. มีประชากร 5.5 ล้านคน (สำรวจ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2538) พื้นที่มี
          สภาพเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมใน หน้าน้ำหลาก เพราะเป็นพื้นที่ตอนปลายของแม่น้ำ แต่ทำการเกษตร
          ได้ดี ไม่มีพื้นที่ป่าไม้และภูเขาแต่มีพื้นที่ติดทะเลอ่าวไทยในเขตท้องที่ภาษีเจริญ มีแม่น้ำไหลผ่าน
          เพียงสายเดียวคือแม่น้ำเจ้าพระยา มีระยะทางห่างจากทะเลประมาณ 20 กม. มีท่าเรือพานิชย์บน
          ฝั่งแม่น้ำคือ ท่าเรือคลองเตย พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกเคยเป็นพื้นที่ทำการเกษตร โดยการปลูกข้าว
          เป็นส่วนมาก ปัจจุบันถูกจัดให้เป็นพื้นที่เพื่อการรับน้ำที่บ่าลงมาจากทางเหนือ แล้วไหลผ่านคลอง
          ต่างๆ ในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

          ความหมาย
          พวกเราคนไทยต่างก็เรียกชื่อเมืองหลวงของเราว่า กรุงเทพฯกันทั้งนั้น แต่ในภาษาอังกฤษ ถ้าเรา
          พูดคำนี้ เห็นจะไม่มีใครรู้จัก เพราะทั่วทั้งโลกาต่างก็เรียกเมืองหลวงของเราว่า บางกอก กันทั้งนั้น
          จะมีก็แต่เราคนไทยเท่านั้นที่แปลกแหวกแนวจากผู้คนทั้งโลก

          ไม่ผิดเลยครับ ถ้าเราจะเรียกเมืองหลวงของเราว่า กรุงเทพฯ เพราะชื่อมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่
          ฝรั่ง เท่านั้นที่เรียกบางกอก ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นและคำว่า บางกอก มาจากไหน หมายถึงอะไร ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น และพื้นที่ที่เป็นบางกอกจริงๆนั้น
          อยู่ที่ไหน

          หลายท่านคงอาจจะคุ้นกับความหมายของบางกอกที่หมายถึงพื้นที่ที่มีต้นมะกอกอยู่เยอะ แต่จาก
          การค้นหา กลับไม่พบว่าพื้นที่นี้มีต้นมะกอกมากมายจนถึงกับจะเรียกว่า เป็นบางแห่งต้นมะกอก
          ได้เลย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

          บางกอก หมายถึง พื้นที่ที่เป็นเกาะ ครับ เนื่องจากการขุดคลองลัดในสมัยพระชัยราชาธิราช คือ ขุดจากบริเวณสะพานปิ่นเกล้าลงไปจนถึงหน้าวัดอรุณฯ
          ทำให้พื้นที่ทางฝั่งธนฯในปัจจุบันกลายสภาพ
          เป็นเกาะ ต่อมาจึงเรียกว่า บางเกาะ ซึ่งมีหลักฐานเป็นเอกสารสมัยอยุธยา ซึ่งเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า บางเกาะ จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ จากนั้น
          คำว่าบางเกาะก็หายไป ไม่ปรากฎอีก แต่มีคำ
          บางกอก เกิดขึ้นมาแทน แต่ไม่ใช่ว่า บางกอกจะเกิดขึ้นมาจากน้ำคำของคนไทยนะครับ แต่เกิดขึ้น จากการที่ฝรั่งจะออกเสียงสระเสียงสั้นไม่ชัด
          โดยเฉพาะคำที่อยู่ท้าย มักจะออกเป็นเสียงยาวเสมอ และเพื่อคงเสียงให้สั้นไว้ จึงต้องเอา K มากำกับไว้ bangkor จึงกลายเป็น bangkok ในที่สุด ดังนั้น
          บางกอกดั้งเดิมนั้น คือพื้นที่บริเวณบางกอกน้อย วัดอรุณ ตลิ่งชัน แถวๆนั้นในปัจจุบัน

          ต่อมา เม่อพื้นที่ดังกล่าวถูกสถาปนาให้เป็นกรุงธนบุรี คำว่าบางกอกก็ยังคงเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียก
          กันทั่วไป ต่อเมื่อย้ายเมืองหลวงข้ามฝากมาอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำแล้วนั้น คำว่า บางกอก ก็ติดมาด้วย โดยฝรั่งยังคงเรียกบางกอก
          แต่คนไทยก็ยังไม่นิยมเรียกบางกอก จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งคนไทย ได้มีโอกาสติดต่อกับฝรั่งมากขึ้น
          คำว่าบางกอกจึงเริ่มติดปากและใช้กันแพร่หลายสืบมาจนถึงทุกวันนี้

          สรุปความเอามาแบบสั้นๆ กระทัดรัด หวังว่าคงจะทำความเข้าใจกันได้เนื้อความที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นได้สูงมาก
          เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์พร้อมมูล มีข้อ เปรียบเทียบมากมาย ซึ่งผมไม่ได้เอามาลงไว้ทั้งหมด แต่เท่าที่เอามาลงไว้ ก็น่าที่จะบ่งชี้ได้แล้วว่า
          บางกอก หมายถึงอะไร และอยู่ที่ไหน และ ทำไมจึงเป็น Bangkok

          การตั้งเมือง
          หลังจากที่รัชกาลที่ 1 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ที่ธนบุรีแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงย้ายเมืองมาอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง
          ของแม่น้ำ ทั้งนี้คงจะมีการวางแผนกันมาบ้างแล้วกับพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงทรงย้ายเมืองในทัน
          ทีได้โดยสะดวกเหตุ ผลสำคัญในการย้ายเมืองคือ พื้นที่ทางฝั่งธนบุรีเป็นพื้นที่เว้าของแม่น้ำ ถึงแม้จะ
          เป็นที่ดอน แต่ก็อาจจะถูก น้ำกัดเซาะได้ในภายหลัง และธนบุรีเองก็ไม่ใช่เป็นชัยภูมิที่ดีในการป้องกัน
          ข้าศึก แต่ทางฝั่งตะวันออกนี้ถึงแม้จะเป็นที่ลุ่มกว่า แต่เป็นที่โค้งออกตามลำน้ำ ทำให้เป็นชัยภูมิที่สา
          มารถป้องกันข้าศึกได้ดีกว่า พระองค์จึงทรง ย้ายเมืองข้ามฝั่งแม่น้ำมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325
          โดยออกจากท่าที่พระราชวังเดิมเวลา 09.00 นาฬิกา 9 นาทีแล้วจึงเริ่มทำการสร้างพระนคร โดยใน
          ชั้นแรกนั้น ได้ทรงสร้างปราสาทราชวังเป็นเครื่องไม้ก่อน เพราะต้องสร้างไปพร้อมๆกับที่ ต้องระวังข้า
          ศึกไปด้วย ทำให้ไม่มีเวลามากในการทำอิฐ พระองค์จึงจำต้องนำอิฐมาจากซากเมืองเก่าที่อยุธยามา
          สร้างเป็นพระนครใหม่ หลังจากนั้นจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตข้ามฝั่งจากธนบุรีมาไว้ยังฝั่งพระนคร
          เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พศ. 2327 และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามถึงปัจจุบัน

          ในการสร้างเมืองใหม่นั้น พระองค์ทรงทอดแบบผังเมืองมาจากอยุธยาแทบทุกอย่างเช่น สร้างวัดพระ
          ศรีรัตนศาสดารามให้เป็นวัดในพระราชวังเหมือนกับวัดพระศรีสรรเพชร สร้างสนามหลวงเหมือนลาน
          สนามหลวงที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ตั้งชื่อสถานที่ต่างๆให้เหมือนสถานที่ในอยุธยาเช่นขุดคลองมหา
          นาคเพื่อเป็นคูเมืองซึ่งก็เหมือนกับคลองมหานาคในอยุธยาที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเป็นคูเมืองเช่นเดียวกัน

          ในสมัยต้นรัชกาลที่ 1 เขมรยังเป็นเมืองขึ้นของไทยอยู่ มีคนงมพระขรรค์ได้เล่มหนึ่งจากทะเลสาปเขมร
          เป็นของทำมาแต่สมัยนครวัติมีสภาพที่ดีมาก ไม่มีรอยสนิมและการผุกร่อน แม้จะจมอยู่ในน้ำมาเป็น
          เวลาหลายร้อยปี ผู้แทนพระองค์ที่อยู่ในเขมรจึงนำพระขรรค์นั้นมาถวาย พระองค์จึงโปรดให้ทำด้าม
          และฝักขึ้นมาใหม่ แล้วทรงนำมา ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์[Rigalia]และพระราช
          ทานชื่อว่าพระแสงขรรค์ชัยศรี

          ในวันที่นำพระแสงเข้ามาในวังนั้น ได้เกิดมีฟ้าผ่าทั่วเมืองถึง 7 ครั้ง พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริว่า คง
          ไม่ใช่นิมิตที่ธรรมดา จึงทรงตั้งชื่อประตูที่ใช้เป็นทางผ่านของพระขรรค์ชัยศรีในวันที่นำเข้ามาถวายให้มี
          สร้อยลงท้ายว่า ชัยศรี ประตูดังกล่าวคือ ประตูวิเศษชัยศรีและพิมานชัยศรี

          ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้สร้างกรุงเทพฯให้มีความทันสมัยเนื่อง
          จากพระองค์ทรงมีพระโอรสและพระธิดารวมกันถึง 76 พระองค์(รัชกาลที่ 4 มีพระโอรสและพระธิดา
          รวมกัน 87 พระองค์)และโปรดให้พระโอรสแทบทุกพระองค์เดินทางไปศึกษาวิชาการสมัยใหม่ต่างๆ
          ยังประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ แล้วจึงนำวิชาการต่างๆ เหล่านั้นกลับมาสร้างกรุงเทพฯ
          ให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารายประเทศ ขณะเดียวกัน เป็นช่วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจชาวตะวัน
          ตกโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่กำลังแผ่อิทธิพลอยู่ในประเทศ ต่างๆ รอบเมืองไทย พระองค์จึงต้องเสด็จไปยัง
          ประเทศต่างๆเพื่อหามิตรประเทศที่มีกำลังพอที่จะมาคานอำนาจของฝรั่งเศสได้เช่น เเยอรมัน สเปญ
          รัสเซีย อังกฤษ และประเทศต่างๆในยุโรป ถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะอังกฤษซึ่งพระโอรสของพระองค์ส่วน
          มากกำลังศึกษาอยู่ที่นั่น และทรงเจริญพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษ จนอังกฤษเปลี่ยนท่าทีมาเป็น
          มิตร จากที่เคยมีท่าทีที่จะเอาไทยเป็นเมืองขึ้น ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่ง
          เศสไปได้ ทั้งนี้ พระองค์เองก็ทรงได้ตัวอย่างจากการที่พม่าต้องเสียเมืองให้อังกฤษในช่วงเวลาก่อนหน้า
          นั้น ไม่นาน รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริว่าหากพระองค์ยังคงดื้อดึงถือตัวอย่างเช่นพม่า ก็คงจะ
          ต้องเสียเมืองให้แก่ ฝรั่งเศสเหมือนอย่างที่พม่าเสียเมืองให้แก่อังกฤษเป็นแน่ พระองค์จึงทรงใช้กุศโล
          บายดังกล่าวในการนำประเทศชาติให้รอดพ้นวิกฤติมาได้ โดยเฉพาะวิกฤติการณ์ในปีพศ.2436
          (1893)ที่เรียกกันว่า วิกฤติการณ์ รศ. 112 หลังจากที่พระโอรสของพระองค์กลับมาเมืองไทยทุกพระ
          องค์ต่างก็ได้ช่วยกันทำให้ประเทศไทยมีความเจริญขึ้นใน ทุกๆ ด้าน ทั้ง การคมนาคมติดต่อสื่อสาร
          การศึกษาการเงินการธนาคาร การเศรษฐกิจ การทหารและการสาธารณูปโภคต่างๆโดยเฉพาะอย่าง
          ยิ่งพระองค์ได้ประกาศเลิกทาส โดยพระ องค์ทรงใช้วิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป และทรงใช้เวลาถึง30 ปี
          ในการเลิกทาส
 

                                                                          สถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ.
                                                                                     พระบรมมหาราชวัง

          ในสมัยก่อนที่รัชกาลที่ 1 จะทรงสร้างพระบรมมหาราชวังนั้น ที่แห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของชาวจีนผู้หนึ่ง
          คือ พระยาราชาเศรษฐี พระองค์โปรดให้พระยาราชาเศรษฐีย้ายที่พำนักไปอยู่ที่บริเวณวัดสามปลื้มซึ่ง
          ในปัจจุบันนี้คือย่านเยาวราช หลังจากนั้นพระองค์จึง ได้เริ่มทำการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังตั้งแต่ปี
          พศ. 2325 ใช้เวลาในการก่อสร้างกว่า 2 ปี เป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทรง
          ใช้เป็นที่ประทับต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงย้ายไปประทับยังพระราชวังที่สร้างขึ้นมาใหม่คือพระราช
          วังดุสิต สวนจิตรลดา ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังมีสิ่งที่สำคัญดังนี้คือ
          1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างเพื่อให้เป็นวัดในพระบรมมหาราชวังซึ่งมีแต่เขต
          พุทธาวาส และประดิษฐาน พระแก้วมรกต ภายในวัดประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญดังนี้คือ
          พระอุโบสถ สร้างพร้อมกับการสร้างพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต มีพระพุทธรูปยืน
          ขนาบ 2 ข้างฐานชุกชีคือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรง
          สร้างเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่บูรพกษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ บานประตูทางเข้าพระอุโบสถเป็น
          งานประดับมุก ฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 1 มีสิงห์คู่ประดับอยู่ที่เชิงบันไดหน้าประตูโบสถ์ทั้ง 3 ประตู
          คู่กลางเป็นของที่นำมาจากเมืองเขมร ส่วนอีก 2 คู่ข้างๆ เป็นของที่ทำเลียนแบบในสมัยต่อมา มีรูป
          ครุฑยุดนาคประดับอยู่ รอบพระอุโบสถ หน้าบันมีรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเครื่องหมายว่า ที่
          แห่งนี้สร้างโดยพระมหากษัตริย์
          พระมณฑป สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกที่ทรงสร้างขึ้นมาใหม่เป็น
          พระไตรปิฎกที่สร้างด้วยทองคำแท้ ประดิษฐานอยู่ในตู้พระธรรมฝังมุกฝีมือช่างในรัชกาลที่ 1 พระ
          มณฑปนี้ เดิมเคยเป็นพระมณฑปที่สร้างอยู่ในน้ำตามแบบโบราณที่มักสร้างมณฑปหรือหอไตรไว้ใน
          สระเพื่อป้องกันปลวก ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์โปรดให้ถมสระ แล้วสร้างพระเจดีย์หนึ่งองค์ทาง
          ทิศตะวันตกของพระมณฑป เดิมชื่อว่าพระศรีรัตนเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าผาก
          เป็นเจดีย์ทรงลังกา แต่สมัยนั้นยังไม่ได้มีการปิดโมเสกบนองค์เจดีย์ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการ
          ปิดโมเสกสีทองที่องค์พระเจดีย์ รัชกาลที่ 4 ยังได้สร้างปราสาทพระเทพบิดรทางทิศตะวันออกเพื่อ
          เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของบูรพกษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ปราสาทพระเทพบิดรนี้ เปิดให้ประชา
          ชนทั่วไปได้เข้านมัสการพระบรมรูปของอดีตพระมหากษัตริย์ในวันที่ 6 เมษายนซึ่งเป็นวันจักรีของ
          ทุกปี

          นครวัติจำลอง อยู่ทางด้านหลังของพระมณฑปบนฐานทักษินเดียวกัน สร้างเมื่อครั้งที่สมเด็จกรมพระ
          ยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปทรงศึกษาศิลปะเขมรในประเทศกัมพูชา และทรงทราบจากบันทึกต่างๆว่า
          ที่ปราสาทนครวัติแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตมาก่อน เสด็จในกรมฯ.จึงทรงสั่งให้
          ช่างทำแบบจำลองนครวัติไว้ในวัดพระแก้วซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในปัจจุบัน เจดีย์ทรงย่อ
          เหลี่ยมไม้สิบสองที่อยู่ด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดรนั้น เคยตั้งอยู่ที่พระศรีรัตนเจดีย์มาก่อนต่อมาได้
          ทำการย้ายมาอยู่ที่นครวัติจำลอง และย้ายมาอยู่ที่หน้าปราสาทพระเทพบิดรในที่สุดมีหลักฐานว่าเป็น
          พระเจดีย์ที่บรรจุอัฐของ พระชนกและพระชนนีของรัชกาลที่ 1
          หอมณเฑียรธรรม อยู่บนพื้นราบหน้าปราสาทพระเทพบิดรทางทิศเหนือ รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้าง
          เพื่อเป็นที่สำหรับทรงฟังธรรม และเป็นสถานที่สำหรับแปลเอกสารภาษาต่างประเทศ วิหารหลังนี้ถูก
          สร้างเพื่อให้เป็นแบบอย่างศิลปะในสมัยอยุธยาที่สมบูรณ์ กล่าวคือ ด้านบนของเสารับชายคาด้านนอก
          จะสอบเข้าหากัน ตัววิหารมีลักษณะแอ่นคล้ายเรือเรียกว่า ท้องสำเภาที่กำแพงรอบวัด มีจิตรกรรมฝา
          ผนังเล่าเรื่องรามเกียรติ์
          หอระฆัง สร้างเป็นหอสูงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ประดับกระเบื้องเคลือบเป็นรูปดอกไม้ ระฆังที่อยู่บน
          หอนี้ เป็นระฆังที่ขุดได้จาก วัดระฆังโฆษิตาราม รัชกาลที่ 1 ทรงขอจากเจ้าอาวาสเพื่อนำมาไว้บนหอ
          นี้เพื่อเป็นระฆังสำหรับวัด กล่าวกันว่าเป็นระฆังที่มีเสียงดังกังวาลและไพเราะมากที่สุด
          หอราชพงศานุสรณ์ และหอราชกรมนุสรณ์ เป็นอาคารหลังเล็ก 2 หลัง สร้างอยู่บนกำแพงด้านหลัง
          พระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูป 37 องค์ที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างไว้เมื่อคราวที่ทรงโปรดให้มีการสำ
          รวจพระพุทธปางต่างๆที่มีทั้งหมด และทรงพบว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 37 ปาง ต่อมารัชกาลที่ 4 จึงทรงถวายพระ
          พุทธรูปเหล่านั้นให้เป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ตั้งแต่สมัย
          อยุธยา ธนบุรี และกรุงเทพฯ ซึ่งรวมกันแล้วได้ 37 พระองค์พอดี(ไม่นับพระองค์เอง และขุนวรวงศา)

          2. เขตพระราชฐาน สถานที่สำคัญในเขตพระราชฐานคือ
          พระที่นั่งบรมพิมาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ปัจจุบันใช้เป็นสถาน
          ที่รับรองพระราชอาคัน ตุกะจากต่างเมืองเช่น นายโรนัล เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
          หมู่มหามณเฑียร ใช้เป็นที่ประทับและออกขุนนางประกอบด้วย
          1. พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์
          2. พระที่นั่งไพศาลทักษิน เป็นพระที่นั่งองค์กลางในหมู่มหามณเฑียร ปัจจุบันประดิษฐานพระที่นั่งอัฏฐ
          ทิศของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน 3. พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ใช้เป็นสถานที่ออกขุนนาง ประดิษฐานบุษ
          บกราชบัลลังก์ที่ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราช
          วงศ์จักรี
          พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท อยู่ตรงกลางเขตพระราชฐาน รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อฉลองกรุง
          เทพฯ.ที่มีอายุครบ 100 ปี สถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรป แต่มีหลังคาเป็นรูปแบบทรงปราสาทของไทย
          ปัจจุบันมักใช้เป็นที่เลี้ยงพระกระยาหารค่ำสำหรับราชอาคันตุกะ
          พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เดิมคือพระที่นั่งอัมรินทราภิเษกซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเป็นพระ
          ที่นั่งองค์แรกในพระบรม มหาราชวังเพื่อประกอบพระราชพิธีอินทราภิเษกก่อนที่จะมีพระราชพิธีบรม
          ราชาภิเษก เป็นพระที่นั่งเครื่องไม้ทั้งองค์ แต่หลังจากที่สร้างพระที่นั่งองค์นี้เสร็จแล้ว 3 ปีก็เกิดอุบัติ
          เหตุฟ้าผ่าไฟไหม้ ซึ่งรัชกาลที่ 1 เสด็จมาทรงบัญชาการดับไฟด้วยพระองค์เองและโชคดีที่สามารถย้าย
          บุสบกออกมาจากไฟได้ทัน แล้วโปรดให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ คือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในปัจจุ
          บันแล้วจึงอัญเชิญบุษบกกลับมาประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งองค์นี้ตามเดิม บุษบกองค์นี้เป็นงานฝีมือ
          ประดับมุกสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ละเอียดและปรานีตมาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานประดับมุกชิ้นเอกของเมือง
          ไทย

          เนื่องจากพระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง จึงมักใช้เป็นสถานที่ประกอบ
          พระราชพิธีพระบรมศพของพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วจึงอัญเชิญพระบรมโกศออกไปยังท้องสนามหลวง
          เพื่อพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

                                                                                           สนามหลวง
          เป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่
          1 โปรดให้มีสนามหลวงตามแบบที่เคยมีในสมัยอยุธยา และตั้งอยู่ในทิศทางเดียวกันกับทุ่งพระเมรุของ
          อยุธยา ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรค์

                                                                                               วัดโพธิ
                                                                        ( วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร )
          เป็นวัดเก่าซึ่งมีปรากฎอยู่ในแผนที่ซึ่งชาวฝรั่งเศษเคยทำไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าคงจะมีอายุ
          ประมาณ 300 ปี เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองข้ามมาทางฝั่งพระนครแล้วก็ทรงทำการบูรณะวัดโพธิ์
          ขึ้นใหม่ โดยสร้างโบสถ์และวิหารเพิ่มเติม และสร้างเจดีย์ทรงย่อมุมไม้สิบสองหนึ่งองค์ เพื่อบรรจุซาก
          แกนของพระศรีสรรเพชรดาญานที่ถูกพม่าเผาเอาทองไปจนเหลือแต่ซาก และสร้างระเบียงคตเพื่อประ
          ดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ ที่พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐีขึ้นไปเก็บรวบรวมมา
          จากเมืองเก่า เพื่อการบูรณะโดยสร้างเป็นระเบียง 2 ชั้น ปัจจุบันมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั้งสิ้น
          394 องค์ เป็นพะรพุทธรูปนั่ง 250 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ระเบียงคตรอบพระอุโบสถและพระพุทธรูป
          ยืน 144 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ระเบียงคตรอบลานเจดีย์ใหญ่

          ที่ระเบียงคตรอบพระอุโบสถมีวิหารทิศประจำทิศทั้ง 4 บนหน้าบันของวิหารทิศทางทิศเหนือและใต้
          ทำเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ทางทิศตะวันออกและตะวันตกทำเป็นรูปพระรามประทับยืนอยู่บนไหล่
          หนุมานที่วิหารทิศด้านทิศตะวันออกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ศิลปอยุธยาตอน
          ต้นสูง 10 เมตรอายุประมาณ 500 ปี

          ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณะวัดโพธิครั้งใหญ่ มีการสร้างวิหารพระนอนเพิ่มขึ้นมา พระนอนมีขนาด
          ความยาว 46 ม. สูง 15 ม. ที่ฝ่าพระบาทเป็นฝีมือประดับมุกแสดงภาพมงคล 108 ประการ ภาพจิตร
          กรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติและลายพฤกษชาติรวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของกรุงเทพฯในสมัยนั้น
          รัชกาลที่ 3 ยังได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นอีก 2 องค์ ขนาบข้างเจดีย์องค์เก่าที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างไว้
          เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่รัชกาลที่ 2 และได้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าลงมาทั้งหมด แล้วสร้างใหม่ให้
          ใหญ่กว่าเดิม รวมทั้งสร้างหินแกะสลักเป็นเรื่องรามเกียรติ์ประดิษฐานไว้ที่ด้านนอกของระเบียงโบสถ์
          เป็นเรื่องราวที่ไม่ต่อเนื่องกัน ที่บานประตูทางเข้าโบสถ์ เป็นงานฝีมือประดับมุกชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งของ
          เมืองไทย

          รัชกาลที่ 3 ยังได้ทรงจัดแสดงทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้แขนงต่างๆ ให้แก่ประชาชนทั่วไปเช่น
          นวดแผนโบราณ โดยทำเป็นรูปฤๅษีดัดตนแสดงไว้ที่ทางเข้าระเบียงคตด้านทิศใต้และสลักเป็นตำรา
          ลงบนหินชนวนติดไว้ที่ศาลาทางเข้าวิหารพระนอน รวมทั้งตำรายา ตำราโหราศาสตร์ เป็นต้น

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสร้างพระเจดีย์เพิ่มอีกหนึ่งองค์คือ พระเจดีย์องค์ที่ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำ
          เงิน และมีซุ้มจรนำยื่นออกมา ทั้ง 4 ทิศ โดยพระองค์ได้ตรัสสั่งไว้สำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆมา
          ว่า ขอให้มีเจดีย์แบบนี้องค์นี้เป็นองค์สุดท้าย อย่าได้สร้างเพิ่มขึ้นอีกเลยเพราะพระองค์มีพระประสงค์
          ที่จะให้เจดีย์ทั้ง 4 องค์นี้เป็นที่หมายของกษัตริย์ 4 พระองค์ที่ทรงมีพระชนม์ร่วมสมัยกัน มาก่อนกล่าว
          คือ รัชกาลที่ 1 สวรรคตเมื่อรัชกาลที่ 4 มีพระขนม์ได้ 5 พรรษา และพระองค์ยังได้ทรงปลูกต้นโพธิไว้
          ที่ข้างวิหารพระนอน เป็นต้นที่สืบสายพันธุ์มาจากต้นเดิมซึ่งพระพุทธเจ้าเคยประทับนั่งทรงได้มาจาก
          ประเทศศรีลังกา

                                                                                   วัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม
          ในสมัยรัชกาลที่ 3 เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ โดยลาวได้ส่งกองทัพเข้ามาประชิดพระนคร ทางกรุงเทพฯจึง
          ได้ส่งกองทัพออกไปสกัดไว้ และตั้งกองบัญชาการที่บริเวณวัดมะกอก เมื่อสงครามเลิกแล้ว ผู้ที่เป็นแม่
          ทัพในครั้งนั้นจึงได้รวบรวมพระญาติได้ 5 พระองค์ ซึ่งต่างก็เป็นเชื้อพระวงศ์ทั้งสิ้นมาทำการบูรณะ
          แล้วเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดเบญจบพิตร แปลว่าวัดของเชื้อพระวงศ์ทั้ง 5 เป็นวัด หลวงชั้นเอกชนิด ราช
          วรมหาวิหาร เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระราชวังดุสิตนั้น พระองค์ต้องรื้อวัดออกไป 2 วัด เพื่อสร้าง
          พระราชวัง คือ วัดทรายทองและวัดมะกอก เมื่อพระองค์ทรงสร้างพระราชวังเสร็จแล้ว ได้ทรงบูรณะ
          วัดมะกอกขึ้นมาใหม่เพื่อทรงทำผาติกรรม ให้แก่วัดทั้ง 2 เพราะพระองค์ไม่ทรงมีพระประสงค์ที่จะ
          สร้างวัดขึ้นใหม่เสร็จแล้วจึงพระราชทานชื่อวัดว่า วัดเบญจมบพิตร แปลว่าวัดของในหลวงรัชกาลที่ 5

          พระองค์ทรงใช้หินอ่อนที่สั่งมาพร้อมกับการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นวัสดุในการก่อสร้างกระจก
          ที่ประดับอยู่เหนือขอบหน้าต่าง ทรงสั่งทำจากฝรั่งเศส เหมือนกระจกหน้าบันที่วัดนิเวศธรรมประวัติพระ
          อุโบสถเป็นอาคารรูปแบบสมัยใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครสร้างกันในสมัยนั้น คือเป็นรูปจตุรมุขยื่นออกมาเท่า
          กันทั้ง 4 ด้าน และมีระเบียงคตต่อปีกออกไปทางด้านข้างล้อมมุขหลังเอาไว้ในระเบียงคตประดิษฐาน
          พระพุทธรูปจำลองปางต่างๆหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ใบเสมาของวัดนี้อยู่ที่พื้นภายในลานของระเบียงคตที่มุข
          หลังประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะเขมรสมัยบายน อายุประมาณ 700 ปี ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน
          พระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งพระองค์มีพระประสงค์ที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์จริงจากเมืองพิษณุโลก
          มาประดิษฐานไว้ แต่ชาวเมืองได้ทูลทัดทานไว้ เพราะเป็น พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพิษณุโลกพระ
          องค์จึงทรงหล่อพระพุทธรูปขึ้นใหม่

          บนผนังภายในพระอุโบสถ มีลายจิตรกรรมฝาผนังรูปลายเทพพนมและรูปพระเจดีย์ที่สำคัญต่างๆที่มี
          อยู่ในประเทศไทยเช่น พระเจดีย์ ที่นครปฐม พระธาตุพนม เป็นต้น แต่จิตรกรรมฝาผนังและเครื่องบน
          ทั้งหมดในพระอุโบสถนี้ เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น เพราะได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้พระอุโบสถในปีพศ.
          2527 (1984 )กรมศิลปากรจึงได้บูรณะขึ้นมาใหม่ สิ้นงบประมาณ 20 ล้านบาท

          พระที่นั่งทรงผนวช เป็นพระที่นั่งที่รัชกาลที่ 5 เคยประทับเมื่อคราวที่ทรงผนวชที่วัดบวรฯ. แล้วจึงรื้อมา
          สร้างขึ้นใหม่ในวัดเบญจฯ.ใน ภายหลัง

                                                                                     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
          ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีฐานะเป็นวังหน้าของกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ซึ่งดำรงพระยศเป็นพระมหา
          อุปราชในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน โดยก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตนั้น
          พระองค์ได้ตรัสห้ามไว้มิให้ผู้ใดเข้ามาประทับในวังหน้าแห่งนี้เป็นอันขาด เมื่อเจ้าฟ้าฉิมซึ่งต่อมาคือรัช
          กาลที่ 2 ได้รับพระกรุณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอุปราชแล้ว จึงมิได้ประทับอยู่ที่วังนี้ โดยได้เสด็จข้าม
          ฟากมาประทับยังพระราชวังเดิมของพระเจ้ากรุงธนบุรีจนเสด็จขึ้นครองราชย์

                                                                                              วัดมหาธาตุ
          กรมพระราชวังบวรฯ.ทรงสร้างเพื่อให้เป็นวัดสำหรับวังหลัง และตั้งชื่อว่า วัดมหาธาตุ เหมือนดังวัด
          มหาธาตุที่มีมาแต่ครั้งแผ่นดินอยุธยา ทรงสร้างวัดอีกหนึ่งวัดให้เป็นวัดในวังหลังเช่นเดียวกับวัดพระ
          ศรีรัตนศาสดารามที่เป็นวัดในวังหลวง ปัจจุบันวัดนี้อยู่ใน เขตวิทยาลัยนาฏศิลป์ข้างหลังพิพิธภัณฑ์
          เรียกว่า วัดพระแก้ววังหลัง ในสมัยต่อมา มีผู้สร้างพระบรมราชนุเสาวรีย์ของกรมพระราชวังบวรฯ.
          ไว้ที่มุมกำแพงวัดในท่าที่กำลังประนมพระหัตถ์ และถือพระแสงดาบอยู่ในพระหัตถ์นั้นด้วย หมายถึงใน
          ขณะที่พระองค์กำลังตรัสห้ามและสาปแช่งไว้มิให้ผู้ใดเข้ามาประทับที่นี่ดังกล่าว

                                                                                       วัดไตรมิตร : พระทอง
          เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยชาวจีน 3 คนเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ในการสร้างจึงได้ชื่อว่าวัด
          ไตรมิตร จนถึงทุกวันนี้ สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวในวัดนี้คือ พระพุทธรูปทองคำสมัยสุโขทัย อายุประ
          มาณ 800 ปี เป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ น้ำหนักรวม 5.5 ตัน

          เมื่อรัชกาลที่ 1 โปรดให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐีขึ้นไปรวบรวมบรรดาพระพุทธรูปต่างๆที่ได้รับความ
          เสียหายจากการสงคราม แล้วนำมาไว้ที่กรุงเทพฯเพื่อทำการบูรณะ พระยาโชฎึกฯ.ก็นำพระพุทธรูป
          ต่างๆ ลงมายังกรุงเทพฯ. รวมทั้งพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ด้วยแต่พระยาโชฎึกฯ ก็หาได้รู้ไม่ว่า พระ
          พุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำ เพราะองค์พระได้ถูกปกปิดไว้ด้วยการหุ้มปูนเอาไว้ทั้งองค์และ
          ประดิษฐานเป็นพระประธานในวัดพระยาไกรที่ตนเองเป็นผู้สร้างไว้ ต่อมาที่ดินบริเวณวิหารได้ถูก
          เปลี่ยนเจ้าของและเจ้าของใหม่ก็ต้องการที่บริเวณนั้นเพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้า ประกอบกับเป็นเว
          ลาเดียวกับที่ได้มีการสร้างวัดไตรมิตร ซึ่งยังไม่มีพระประธานสำหรับประดิษฐานในพระอุโบสถ ทาง
          คณะกรรมการวัดจึงได้ทำเรื่องขอพระพุทธรูปนั้นเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ยังวัดใหม่แห่งนี้ แต่การก่อ
          สร้างยังไม่แล้วเสร็จ เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปมาไว้ยังวัดนี้แล้ว จึงต้องทิ้งไว้บนลานวัดเพื่อรอการก่อ
          สร้างถึง 20 ปี เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงได้ย้ายพระพุทธรูปเพื่อนำขึ้นประดิษฐานบนวิหาร
          แต่การเคลื่อนย้ายก็ไม่ประสพความสำเร็จ เนื่องจากองค์พระไม่มีการขยับเขยื่อนแม้แต่น้อย จึงต้องหยุด
          เอาไว้ชั่วคราว ตกตอนกลางคืน ก็มีพระรูปหนึ่งลงมาสำรวจดูว่า ทำไมจึงเคลื่อนย้ายพระไม่ได้ และพบ
          ว่าที่บริเวณพระอุระขององค์พระมีรอยร้าว และได้เห็นเป็นสีทองสุกอร่ามในเนื้อปูนนั้น จึงได้เรียกให้คน
          มาช่วยกันกระเทาะเอาปูนออก จึงได้พบว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ และยังพบ
          ด้วยว่ามีทองเก็บสำรองเอาไว้ ที่ใต้ฐาน และพบกุญแจสำหรับถอดองค์พระออกได้ 9 ชิ้น แล้วจึงช่วยกัน
          นำชิ้นส่วนต่างๆขององค์พระขึ้นไปประกอบเป็นองค์พระบนวิหาร และพบว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้าง
          มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จึงได้ตั้งชื่อว่า พระพุทธสุโขทัยไตรมิตร

                                                                                              วัดสระเกศ
          ในอดีต วัดสระเกศเคยเป็นที่สำหรับทำการประหารนักโทษมาก่อน และเป็นที่เก็บศพไม่มีญาติหรือ
          เป็นที่สำหรับทำการฌาปนกิจเพราะเป็นวัดที่ต่อออกมาจากประตูผีซึ่งเป็นทางสำหรับนำศพออกจาก
          เขตกำแพงพระนคร จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์โปรดให้มีการสร้างภูเขาทองเพื่อเป็นเครื่องระลึก
          ถึงภูเขาทองในอยุธยา ที่อยู่ใกล้กับคลองมหานาค และภูเขาทองที่วัดสระเกศนี้ก็อยู่ใกล้กับคลองมหา
          นาคด้วยเช่นกัน แต่การก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จ ภูเขาทองก็เกิดพังลงมา และพระองค์ก็ได้เสด็จสวรรคต
          เสียก่อน รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้สร้างต่อจนเสร็จ
 

                                                                                  วัดอรุณราชวนาราม วรมหาวิหาร
          เดิมชื่อวัดสลัก เป็นวัดเก่าสมัยอยุธยา เคยมีปรางค์องค์เก่าสูง 8 ศอก เมื่อครั้งที่พระยาตากหนีพม่า
          มาทางเรือพร้อมกับรัชกาลที่ 1 และน้องคือกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทได้มาถึงตรงที่เป็นวัดสลัก
          นี้ในเวลายามเช้า แล้วจึงขึ้นฝั่งที่วัดนี้ หลังจากที่พระยาตากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงได้ทำการบูรณะ
          และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดแจ้ง เพราะได้มาถึงที่วัดนี้ในเวลาเวลาเช้า(แจ้ง) และได้สร้าง พระราชวังที่
          ประทับอยู่ตรงข้างๆวัดนั้นเอง ภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นวัดอรุณราชวราราม มีฐานะเป็นวัด
          สำหรับพระราช วังคือพระราชวังของพระเจ้ากรุงธนบุรี

          เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 2 ยังทรงดำรงพระยศเป็นพระอุปราชอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่พระราช
          วังเก่าของพระเจ้ากรุงธนบุรี เนื่องจากพระอุปราชองค์ก่อนคือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ไม่
          อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาประทับที่วังของท่าน พระองค์จึงเสด็จไปประทับที่พระราชวังเดิมดังกล่าว เมื่อ
          เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์จึงได้ทำการบูรณะวัดอรุณฯ.เป็นการใหญ่ ที่สำคัญคือ ทรงสร้างพระ
          ปรางค์ขึ้นมาใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม และให้ครอบพระปรางค์องค์เดิมไว้ งานก่อสร้างเริ่มในสมัยรัชกาลที่
          2 แต่พระองค์ได้ เสด็จสวรรคตลงเสียก่อน รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้สร้างต่อจนเสร็จ มีความสูง 80 เมตร
          เหลืออยู่แต่การยกช่อพระนพปฎล พระองค์ก็ได้เสด็จสวรรคตลงเสียก่อน รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้ทำการ
          ยกช่อนพปฎลจนเสร็จ รวมเวลาก่อสร้างประมาณ40 ปี

          วิหารหน้าพระปรางค์ ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระแท่นบรรทมของรัชกาลที่ 2 ส่วนพระ
          ราชวังเดิมนั้น รัชกาลที่ 5 โปรดให้ใช้เป็นโรงเรียนนายเรือ ต่อมาภายหลังจึงได้ตั้งเป็นกองบัญชาการ
          กองทัพเรือ และโรงเรียนนายเรือจึงได้ย้าย ไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการจนถึงปัจจุบัน

                                                                                            ถนนราชดำเนิน
          เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต แบ่งเป็น 3 ช่วง คือราชดำเนินใน
          ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินนอก ตัดข้ามคูเมืองทั้ง 3 ชั้น มีสะพานข้ามคือสะพานผ่านพิภพลีลา
          สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสะพานวันชาติมัฆวาฬ

          ในส่วนของถนนราชดำเนินนอกนั้น รัชกาลที่ 5 ได้จำลองแบบมาจากถนนเดอะมอล ซึ่งเป็นถนนที่มุ่ง
          เข้าสู่พระราชวังบักกิ้งแฮม ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระองค์จึงได้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม
          เพื่อรับปลายถนนด้านหนึ่งเช่นเดียวกับพระราชวังบักกิ้งแฮม แต่สร้างแบบอาคารรัฐสภาของอเมริกา
          ทั้งถนนเดอะมอลและถนนราชดำเนินนอกเป็นถนนแบบ Boulevard คือที่แนว กลางถนนที่รถสวนกัน
          นั้นจะไม่มีเครื่องแบ่งถนนเป็น 2 ส่วน ปีกทั้ง 2 ข้างทำเป็นเกาะและปลูกต้นไม้ไว้ตลอดแนวถนน ยังมี
          ถนนในกรุงเทพฯบางสายที่มีลักษณะเป็น Boulevard เช่น ถนนวิทยุช่วงระหว่างแยกสาธรขึ้นไปทาง
          เหนือจนถึงแยกเพลินจิตร และถนนพญาไท เป็นต้น ถนนราชดำเนินกลางมีอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย
          ตั้งอยู่ช่วงกึ่งกลาง

          เมื่อประมาณ 70 - 80 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการสร้างอาคารรูปทรงสมัยใหม่ตลอด 2 ข้างทางของถนน
          ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลาจน ถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และกลายเป็นแหล่งบันเทิงแห่งเดียวของกรุง
          เทพฯ.ในสมัยเมื่อ 60 - 80 ปีก่อนกล่าวคือ มีโรงภาพยนต์ โรงแรม สถานที่เต้นรำ ร้านอาหาร และ
          ต่างๆ อีกมากมายมารวมกันอยู่ที่นี่ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ชอง อลิเซ่ ของกรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อกรุงเทพฯ
          มีความเจริญขึ้น ย่านความบันเทิงของกรุงเทพฯ.จึงมีอยู่ทั่วในทุกพื้นที่ ทำให้แหล่งบันเทิงบนถนนสาย
          นี้หมดความ สำคัญไปโดยปริยาย ต่อมาภายหลัง ทางราชการมีความเห็นว่า โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิม
          ไทย ซึ่งเปิดทำการมากว่า 30 ปี ตั้งอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมเพราะไปบดบังทัศนียภาพของปราสาทโลหะ
          และวัดราชนัดดาที่รัชกาลที่ 3 เป็นผู้สร้างไว้ ทำให้สถานที่ดังกล่าวหมดความสำคัญลงไป จึงได้รื้อโรง
          ภาพยนต์ดังกล่าวทิ้ง และได้จัดสร้างเป็นพลับพลาถาวร เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดพิธีต้อนรับแขกเมืองใน
          การเข้าชมเกาะรัตนโกสินทน์ และผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้มอบกุญแจเมืองในพิธีนั้น
          (ศาลาเฉลิมไทยถูกรื้อลงเมื่อปีพ.ศ. 2532)

          ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองถึง 3 ครั้ง ในครั้งแรก
          วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครั้งที่ 2 วันที่ 6-9 ตุลาคม 2519 ครั้งที่ 3 วันที่ 17 - 19 พฤกษภาคม
          2535 ถนนราชดำเนินกลางก็ได้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ทุกครั้ง เนื่องจากถนนราชดำเนินกลาง
          เป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเครื่องหมายของวัตถุประสงค์ของการเรียกร้อง ประกอบ
          กับความกว้างของถนน ทำให้สามารถรองรับประชาชนที่มารวมตัวกันเป็นแสนๆคนได้เป็นอย่างดี และ
          ที่หัวมุมถนนด้านทิศเหนือเชิงสะพานปิ่นเกล้า เดิมเคยเป็นสำนักงานกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเกิดเหตุ
          การณ์ในถนนราชดำเนินทุกครั้ง กรมประชาสัมพันธ์ก็ถูกเผาทุกครั้ง ครั้งหลังสุด สมเด็จพระสังฆราช
          ทรงประทานความเห็นว่า ควรสร้างเป็นอนุสรณ์ไว้สำหรับ อนุชนรุ่นหลัง และเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี
          สำหรับถนนนี้ จึงเห็นควรที่จะไม่สร้างกรมประชาสัมพันธ์ในที่เก่าอีก และย้ายไปอยู่ที่ถนนวิภาวดีรังสิต
          บริเวณที่เคยเป็นกรมประชาสัมพันธ์เก่า ก็มีโครงการจะสร้างเป็นสวนสาธารณะชื่อว่า สวนสันติพร

                                                                                      พระที่นั่งวิมานเมฆ
          เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นมาจากไม้สักทองทั้งหลัง ถือว่าพระที่นั่งองค์นี้เป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้สักที่ใหญ่
          ที่สุด ในโลก รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับชั่วคราวระหว่างการก่อสร้างพระราชวังดุสิต
          และประทับอยู่ที่พระที่นั่งนี้เป็นเวลา 5 ปี จึงได้ย้ายไปประทับยังพระราชวังดุสิต หมู่อาคารภายในบริเวณ
          เดียวกันนั้น เคยเป็นที่ประทับของพระมเหสีและพระสนมฝ่ายในที่ทรงโปรด ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยน
          แปลงการปกครองแล้วบริเวณนี้ได้กลายเป็นที่ตั้งทางทหาร จนกระทั่งในหลวงรัชกาลปัจจุบัน โปรดให้มี
          การบูรณะและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชม และยังมีพระที่นั่งองค์เล็กคือ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต
          เปิดแสดงนิทรรศการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ แสดงผลงานของนักเรียนจากโรง
          เรียนศูนย์ศิลปาชีพบางไทรและงานประดับเพชรพลอยที่เป็นพระราชดำริและออกแบบโดยพระบาทสม
          เด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถหรือสมเด็จพระเทพฯจัดแสดงเอาไว้ด้วย