น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรม
วัฒนธรรมของไทย รวมทั้งของพื้นที่ต่างๆในเอเซียอาคเนย์ (อุษาคเนย์)นั้น มักจะมีความเกี่ยวข้อง และมีพื้นฐาน มาจาก "น้ำ" แทบทั้งสิ้น เพราะน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานในการให้กำเนิดชีวิต และการดำ รงอยู่ของชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบ และในบทความนี้ จะได้กล่าวถึงที่มาที่ไปและความสำคัญของน้ำที่มีต่อ วิถีชีวิตของชาวเอเชีย

ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่มนุษย์เริ่มมีการเรียนรู้ที่จะเอาชนะธรรมชาติเพื่อการอยู่รอด โดยจะย้อนไปถึงประ วัติของโลกก่อนว่า ตลอดช่วงอายุของโลกที่มีอายุกว่า 4,600 ล้านปีนี้ จากข้อสรุปของนักวิชาการทาง ด้านปฐพีวิทยาและธรณีวิทยา ทำให้เราสามารถที่จะทราบได้ว่า โลกกลมๆ ของเราใบนี้ได้ผ่านยุคน้ำ แข็งมาแล้วถึง 20 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็อาจกินเวลาเป็นแสนๆปี และในทุกครั้งของยุคน้ำแข็ง ก็จะทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบนพื้นโลก ทั้งทางด้านกายภาพ และสรรพชีวิตที่อยู่อาศัยบนโลก เพราะอุณ หภูมิที่เปลี่ยนไปมาระหว่างยุคน้ำแข็ง และในขณะที่น้ำแข็งกำลังละลาย รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์ และพื้น ที่ก็เกิดมีการเปี่ยนแปลงด้วยสลับกันไปคือ เมื่อโลกอยู่ในยุคน้ำแข็ง น้ำที่มีอยู่ในโลกจะมีปริมาณลดลง แผ่นดินก็จะเพิ่มมากขึ้นและอาจเป็นแผ่นดินที่ต่อเชื่อมถึงกันเป็นบริเวณกว้าง ทางด้านอุณหภูมิของโลก ในช่วงเวลานั้นก็จะลดลงด้วย จนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

แต่เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพพื้นที่ในส่วนต่างๆในโลกแล้ว จะเห็นได้ว่า พื้นที่ในเขตเส้นศูนย์สูตรน่าจะ เป็นที่ที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะพออาศัยอยู่ได้ตามแนวชายฝั่งทะเละ (เก่า) ด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยบางอย่าง และในยุคสมัยที่เรากำลังสร้างอารยธรรมอยู่นี้ เป็นยุคที่เพิ่งจะพ้นจากยุคน้ำแข็งเมื่อประมาณ 10,000 กว่าปีมานี้เอง โดยน้ำแข็งได้ เริ่มละลายเมื่อประมาณ 30,000 ปีก่อน และในขณะที่น้ำแข็งเริ่มละลาย ปริมาณน้ำบนโลกก็จะสูงขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เคยติดกันต้องถูกตัดขาดออกจากกัน เพราะน้ำมีระดับสูงขึ้น จากการละลายของน้ำแข็งทำให้มนุษย์ที่เคยอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งเก่า ต้องอพยพถอยร่นขึ้นไปทาง เหนือเพื่อหนีน้ำ และมนุษย์บางพวกต้องถูกตัดขาดจากโลกภาย นอกโดยสิ้นเชิงเช่น ชนเผ่าอบอริจินใน ทวีปออสเตรเลีย จนกระทั่งเมื่อระดับน้ำและสภาพของพื้นผิวโลกเริ่มมีสภาวะคงที่ มนุษย์จึงเริ่มสังเกตุ เห็นปรากฎการณ์ต่างๆ และเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางปรากฎการณ์เหล่านั้น ซึ่งในช่วงเวลานั้น มนุษย์ต่างก็มีถิ่นที่อยู่ตามแนวชายฝั่งเป็นส่วนมาก การสร้างบ้านก็ทำด้วยไม้เป็นหลัก เพราะต้องการ ความยืดหยุ่นในสภาวะที่ต้องอยู่ใกล้ทะเล ในเวลาต่อมา มนุษย์ก็เริ่มมีการขยับขยายย้ายที่อยู่ จากที่เคย อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง ก็ได้อพยพขึ้นเหนือลึกเข้าไปในทวีปตามลำน้ำ โดยใช้เรือเป็นพาหนะ ซึ่งทาง น้ำดังกล่าว ก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสินธุ ฯลฯ. และมีอีกพวกหนึ่ง ได้พา กันลอยเรือไปในทะเล และขึ้นฝั่งตามดินแดนต่างๆเช่น ญี่ปุ่น ดังนั้นวัฒนธรรมหลายๆอย่างของญี่ปุ่น จึงมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรม ของเอเซียอาคเนย์เดิมเช่น
-ปลูกบ้านอยู่บนเสาใต้ถุนยกสูง (ยังคงมีเหลืออยู่ในบางท้องที่) ซึ่งไม่น่าจะเข้ากันได้เลยกับสภาวะ ต่างๆ ในญี่ปุ่น
-การปลูกข้าว ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า มีการปลูกข้าวที่บ้านเชียงเป็นที่แรกในโลกเมื่อประมาณ 9,700 ปี มาแล้ว
-การทำเครื่องจักสานแบบ 3 แฉก (คนไทยเรียกว่า เฉลว เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย มักจะปักไว้ตามคัน นา หรืออาจทำเป็นอันเล็กๆ แล้วปักไว้บนปากหม้อขนมต่างๆ เดี๋ยวนี้คงไม่มีแล้ว ) ซึ่งได้แบบอย่างมา จากแผนที่ของนักเดินเรือในสมัยบุพกาลที่มีการเดินเรือเพื่อการย้ายถิ่นฐาน

ทั้ง 3 สิ่งดังกล่าว จะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเขตเอเซีย อาคเนย์ มนุษย์ในรุ่นนี้เป็น "ชาวน้ำ" โดย แท้จริง แม้เมื่อได้อพยพขึ้นไปทางเหนือซึ่งมีน้ำไม่มากเหมือนบริเวณแนวชายฝั่ง แต่มนุษย์พวกนี้ก็ได้พา เอาสันชาติญานชาวน้ำติดตัวไปด้วย แต่รูปแบบการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้าง บ้านก็เปลี่ยนไป จากการสร้างบ้านด้วยไม้ก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างด้วยหิน และเจริญสืบทอดเผ่าพันธุ์กันต่อมาจน เป็น ผู้คนที่เจริญกว่าชาวน้ำเดิม จากนั้นจึงได้มีการแพร่อารยธรรมกลับลงมาที่ดินแดนชาวน้ำอีกครั้ง เมื่อ มีการศึกษาถึงบรรพบุรุษ ผู้ที่ทำการศึกษาในระยะแรกๆ ก็เป็นผู้ที่ไปจากดินแดนชาวน้ำเดิมจนกลาย เป็นชาวบก การกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ยึดเอาความคุ้นเคยของชาวบกเป็นบรรทัดฐานเช่น การแบ่ง ยุคก็แบ่งเป็น ยุคหิน ยุคเหล็ก แต่ไม่มีใครแบ่งยุคเป็นยุคไม้ ซึ่งเป็นยุคก่อนยุคหินเลย เพิ่งจะได้แบ่งเป็น ยุคไม้กับเขาบ้างก็เมื่อไม่นานมานี้เอง

การอพยพของมนุษย์ที่ขึ้นไปทางเหนือนั้น มีความสำคัญไม่น้อยสำหรับศิลปสถาปัตยกรรมเขมร ซึ่งได้ รับการถ่าย ทอดมาจากอินเดียกล่าวคือ เมื่อมนุษย์ได้อพยพไปจนถึงภูเขาหิมาลัยแล้ว ก็ได้ค้นพบว่า มี แม่น้ำ 10 สายไหลลงมาจากภูเขานั้น และน้ำในแม่น้ำดังกล่าวก็ได้หล่อเลี้ยงชีวิตที่อยู่ตามแนวแม่น้ำ นั้นให้มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนเหล่านั้นจึงถือว่าภูเขาหิมาลัยมีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขามาก จึง ได้มีการจินตนาการและสร้างเป็นเรื่องขึ้นมา เพื่อเพิ่มความสำคัญ เรื่องดังกล่าวนั้นคือ "ภูมิจักรวาล" มีเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่อยู่ของพระศิวะเป็นแกนสำคัญ มีทะเลน้ำนมซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดล้อมรอบ และมีทวีป อยู่ในทิศต่างๆอีก 4 ทวีป หนึ่งในนั้นก็คือ ชมพูทวีป ที่พวกเรากำลังอาศัย อยู่นี้นั่นเอง พระศิวะจึงเป็น เทพเจ้าที่สำคัญของขาวอินเดีย ที่สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับชีวิตไปโดยปริยาย ชาวฮินดู ผู้สร้างเรื่องภูมิจักรวาลและเขาพระสุเมรุจึงบูชาพระศิวะด้วยศิวลึงค์ซึ่งหมายถึงภูเขาหิมาลัยนั่นเอง หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ชาวฮินดูเชื่อว่า ชีวิตกำเนิดมาจากน้ำ ซึ่งไหลลงมาจากภูเขา ชีวิตจึงกำเนิดออกมา จากภูเขา ซึ่งในสภาพความเป็นจริง ชีวิต ก็กำเนิดออกมาจากอวัยวะเพศของทั้งหญิงและชาย ชาวฮินดู จึงถือว่า ลึงค์ เป็นสิ่ง สำคัญสูงสุด เทียบเท่าภูเขาหิมาลัยด้วย และยกให้ลึงค์เป็นตัวแทนของเทพเจ้าผู้ ที่อยู่บนภูเขานั้น นั่นคือ พระศิวะและเรียกลึงค์นั้นว่า ศิวะลึงค์ ซึ่งในสังคมยกย่องให้ชายเหนือกว่าหญิง ชาวฮินดูจึงนับถือศิวลึงค์ (shivalinkham) มากกว่าโยนี (ฐานโยนี) แต่ในทางพิธีแล้ว ก็ยังคงใช้ทั้ง 2 สิ่งประกอบกันเสมอ

เมื่ออารยธรรมเหล่านี้แพร่เข้าไปยังเขมร จึงมีการก่อสร้างปราสาทต่างๆให้เป็นตัวแทนรูปแบบของภูมิ จักรวาลและพระศิวะ ลักษณะดังกล่าวจึงออกมาเป็นปราสาทที่มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง เปรียบ เสมือนเขาพระสุเมรุหรือ หิมาลัย มีเมรุทิศประดับอยู่ที่มุมทั้ง 4 เปรียบดังทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รอบเขาพระ สุเมรุ และยังสร้างบารายต่างๆ เปรียบดังทะเลน้ำนมที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ

เมื่อมนุษย์อพยพไปถึงภูเขาหิมาลัยนั้นก็ได้เกิดรูปแบบวัฒนธรรมขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ วัฒนธรรมแบบ กักกันน้ำ เนื่องจากสภาพพื้นที่ในบริเวณนั้นเป็นที่ราบสูง น้ำที่ไหลลงมาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จะมีความ แรงและไหลลงมาด้วย ความเร็ว และหายไปหมดในเวลาอันสั้น ในที่สุดก็จะไม่มีน้ำไว้ใช้สอย เพราะน้ำ ได้ไหลลงสู่เบื้องล่างหมดแล้ว จึงต้องมีการ กักกันน้ำเอาไว้ใช้เช่น การทำนาแบบขั้นบันได เพื่อให้น้ำ ค่อยๆ ไหลลงมา

เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบศิลปเขมร จะเห็นได้ว่า ฐานที่รองรับปราสาทต่างๆ เป็นชั้นๆ นั้น ก็เป็นรูปแบบ ที่จำลอง มาจากวัฒนธรรมแบบกักกันน้ำนั่นเอง ชาวฮินดูยังสร้างเรื่องต่อไปอีกว่า มีพญานาคมาดูด เอาน้ำทั้งหมดบนโลกเอาไว้ แล้วขึ้นไปนอนขดตัวอยู่บนเขาพระสุเมรุ เมื่อพระอินทร์ทราบเรื่อง ก็ได้มา ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการผ่าท้องพระยานาคนั้น น้ำจึงไหลลงมาจากท้องพระยานาดลงมาตามเขาพระสุ เมรุ ซึ่งก็เปรียบได้กับแม่น้ำทั้ง 10 สาย ที่ไหลลงมาจากภูเขาหิมาลัยนั้น และเป็นต้นเรื่องของคำว่า นาค ให้น้ำ ของคนไทย และยังถือว่าพระมหากษัตริย์ เป็นสมมุติเทพที่คอยช่วยเหลือประชาชน นอกจากการที่ สมมติว่าพระองค์เป็นพระศิวะแล้ว ยังถือว่าพระองค์คือ พระอินทร์อีกด้วย เนื่องจากพระอินทร์คือผู้ที่บัง คับให้พระยานาคปล่อยน้ำให้มาหล่อเลี้ยงประชาชน ดังนั้น ในขั้นตอนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิ เษก พระมหากษัตริย์จะต้องมีพระราชพิธีอินทราภิเษกเสียก่อน เพื่อกำหนดให้พระองค์เองเป็นพระอินทร์

สรุปได้ว่า วัฒนธรรมของมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากแถบเอเซียอาคเนย์ เรียกว่า วัฒนธรรมชาวน้ำ และ วัฒนธรรมของมนุษย์ที่อพยพขึ้นไปทางเหนือเรียกว่าวัฒนธรรมชาวบก รวมถึงพวกที่อพยพเข้าไปในเอ เซียไมเนอร์และทวีปยุโรปอีกด้วย ส่วนพวกที่อพยพไปขึ้นฝั่งที่ญี่ปุ่นนั้น ก็ยังรวมอยู่ในพวกชาวน้ำด้วย เหมือนกัน และเมื่อชาวบกได้สร้างอารยธรรมแบบที่เรียกว่าอารยธรรมชาวบกแล้ว จึงนำอารยธรรมนั้น มาเผยแพร่ยังชาวน้ำในภายหลัง ซึ่งเป็นสมัยที่เริ่มมีการบันทึกเรื่องราวต่างๆด้วยตัวอักษรกันแล้ว

คนไทยกับความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาล
เป็นที่ทราบกันแล้วว่า คนไทยรับเอาวัฒนธรรมต่างๆมาจากเขมร โดยเฉพาะในเรื่องที่เกยี่วกับภูมิจักร วาลแต่เมื่อรับเอามาแล้ว ก็ได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในหลายๆอย่าง และตัดเอาส่วนต่างๆ ที่ไม่จำ เป็นออก เพื่อให้เหมาะกับความเป็นคนไทยเช่น เรื่องภูมิจักรวาล คนไทยก็เปลี่ยนเป็นเรื่องไตรภูมิพระ ร่วงโดยมีปลาอานนท์หนุนโลกอยู่ แทนที่จะเป็นเต่าหนุนเขาพระสุเมรุ และรูปจำลองของเขาพระสุเมรุ ที่เขมรทำเป็นรูปปราสาทนั้น คนไทยก็ตัดเมรุทิศ ซึ่งหมายถึงทวีปทั้ง 4 ออก คงเหลือไว้แต่องค์เจดีย์ซึ่ง หมายถึงเขาพระสุเมรุเพียงอย่างเดียว โดยทำยอดให้เล็กลง ฐานของปราสาทที่มาจากวัฒนธรรมแบบ กักกันน้ำ ซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับคนไทย เพราะคนไทยไม่มีความจำเป็นต้องกักน้ำไว้ใช้ เมื่อทำเป็น เจดีย์ก็เหลือเพียงฐานเล็กๆ ที่ออกมาเป็นรูปบัวฐานเจดีย์เท่านั้นเอง

จะเห็นได้ว่าปราสาทเขมรเป็นรูปแบบที่จำลองมาจากภูมิจักรวาลโดยสมบูรณ์ซึ่งเป็นรูปแบบของวัฒน ธรรมชาวน้ำ แต่การก่อสร้างกลับรับเอาวัฒนธรรมของชาวบกมาอย่างครบถ้วนนั่นคือการสร้างปรา สาทด้วยหิน และเป็นการก่อสร้างแบบ "รับแรงกด" [Compression] เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการก่อ สร้างตามแบบของชาวบกโดยแท้จริง กล่าวคือ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างคือหิน จะมีความทนต่อแรงกด ในอัตราที่สูง แต่มีความทนต่อ "แรงดึง" [Tension] น้อยกว่าไม้ถึง 100 เท่า ซึ่งในวัฒนธรรมแบบชาว น้ำนี้ จะใช้วัสดุที่มีความทนต่อแรงกดและแรงดึงในอัตราที่เท่ากัน นั่นคือไม้ ดังนั้นการก่อสร้างของ ชาวบกและชาวน้ำ จึงมีความแตกต่างกันคือ ในแบบของชาวบก ซึ่งใช้วัสดุที่ทนต่อแรงกดอย่างเดียว เป็นหลักนั้น จะมีลักษณะดิ่งลงเป็นเส้นตรง จะให้เอียงหรือสอบไม่ได้แต่ของชาวน้ำ ซึ่งใช้วัสดุที่ทนต่อ แรงกดและแรงดึงได้เท่าๆ กันนั้น สามารถที่จะสร้างให้มีความยืดหยุ่นได้ เคลื่อนไหวได้ หรือจัดรูป ทรงได้หลายแบบไม่จำกัดอยู่แต่เพียงรูปทรงที่ตรงดิ่งแต่เพียวอย่างเดียว เจดีย์ของไทยจึงมีลักษณะโค้ง เว้า มน ซึ่งคนไทยสร้างให้เหมือนกับการกลึงไม้ ซึ่งไม้สามารถที่จะกลึงออกมาในลักษณะดังกล่าวได้ โดยใช้อิฐและปูนเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งหินไม่สามารถทำได้ ดังนั้นบ้านในแบบของชาวน้ำจึงมีลักษณะ "สอบ" เข้าหากันเป็นรูปตัว A หัวตัด ซึ่งมีฐานที่กว้างกว่า ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้ดีกว่า อาจจะมี บ้างในถิ่นที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปเช่น ในภาคเหนือและภาคอิสานของไทย ที่สร้างบ้านเป็นแบบ "สอบ" ออก เป็นรูปตัว V เพราะทางแถบนั้นไม่ต้องผจญกับความแปรปรวนของลมทะเลอย่างของชาวใต้ และ ยังเพื่อป้องกันลมหนาวได้อีกด้วย บ้านหรือสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสอบเข้าหรือสอบออกนั้น เป็นบ้าน ในลักษณะจำเพาะของวัสดุที่เป็นไม้ซึ่งเป็นวัสดุที่ทนต่อทั้งแรงกดและแรงดึงได้ดีเท่านั้น ส่วนหินที่ทนได้ เฉพาะแรงกดอย่างเดียวไม่สามารถทำได้

วัฒนธรรมชาวน้ำสำคัญที่ปรากฎอยู่ในวัฒนธรรมไทยคือ วัฒนธรรมการต่อเรือ หมายถึงเรือเล็กที่ใช้ กันในแม่น้ำลำคลอง และวัฒนธรรมการนั่งอยู่ในเรือโดยไม่ทำให้เรือโคลงหรือล่มไปในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่อง ที่คนในประเทศอื่นๆ ไม่สามารถทำได้เรียกได้ว่า คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกับเรือโดยสายเลือด การที่จะ นั่งอยู่ในเรือหรือร้องรำทำเพลงในเรือโดยที่เรือไม่ล่มนั้น ถือได้ว่าเป็นความสามารถพิเศษที่จะต้องมี การฝึกฝนกันมาเป็นอย่างดีทีเดียว ทำให้ท่ารำในนาฏศิลป์ไทยมีความอ่อนช้อยงดงาม รวมไปถึงกิริยา มารยาทของคนไทยที่เรียบร้อย และไม่กระโดกกระเดก ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากท่านั่งในเรือนั่นเอง และทำให้เกิดวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบกับพื้นซึ่งสามารถที่จะนั่ง อยู่ได้เป็นเวลานานๆ โดยทั่วไปแล้ว ชาวเอเซียอาคเนย์จะนั่งกับพื้น มีก็แต่จีนเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่นั่งกับพื้น คือนั่งบนเก้าอี้ การที่ ต้องนั่งกับพื้นทำให้ต้องรักษาความสะอาดของพื้นอยู่เสมอทำให้เกิดมีวัฒนธรรมการถอดรองเท้าก่อน ขึ้นบ้าน เพราะถ้าใส่รองเท้าขึ้นบ้าน ก็จะทำให้พื้นบ้านที่ต้องนั่งอยู่เสมอนั้นเกิดความสกปรกเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน ทำให้ต้องเปลืองแรงทำความสะอาดบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น

การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมของคนไทยในสมัยอยุธยาก็ยังมีการอิงรูปแบบของเรือ คือการสร้าง โบสถ์หรือวิหาร โดยสร้างฐานให้มีลักษณะท้องแอ่นคล้ายเรือเรียกว่า ท้องสำเภา ถ้าเป็นธรรมาสน์ก็จะ เรียกว่า ท้องอัสดง ซึ่งมีความสัมพันธ์ถึงความจัดเจนในเรื่องการใช้เรือของคนไทย และยังเป็นความสัม พันธ์กับสัณชาติญานชาวน้ำที่มีมาแต่ดั้งเดิมอีกด้วย การสร้างโบสถ์และวิหารให้อยู่กลางน้ำที่เรียกกัน ว่า อุทกสีมานั้น ชาวพุทธเปรียบโบสถ์ว่าเป็นเสมือนเรือที่พาให้หลุดพ้นจากทุกข์ ก็คือการไปสู่นิพพาน เหมือนกับเรือในสมัยบุพกาล ที่ได้พามนุษย์หนีน้ำที่ท่วมสูงขึ้น และพากันไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ ซึ่งก็คือ การพ้นทุกข์นั่นเอง อุทกสีมาจึงอาจถือได้ว่าเป็นสัญชาติญานของชาวน้ำอย่างหนึ่งจนถึงทุกวันนี้

การวางทิศของวัดนั้น จะหันหน้าไปทางทิศใดก็ได้ แต่สำหรับโบสถ์และวิหารนั้นต้องหันหน้าเข้าหาน้ำ เสมอ โดย จะคำนึงถึงทิศเป็นเรื่องรองเนื่องจากในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น พระองค์ประทับนั่ง อยู่ใต้ต้นโพธิ และหันพระพักตร์ออกไปทางแม่น้ำ แต่ถ้าไม่สามารถที่จะให้โบสถ์หันหน้าเข้าหาน้ำได้ เนื่องจากในบางพื้นที่เป็นที่แห้ง แล้งกันดาร ก็จะให้โบสถ์หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น ซึ่งถ้าจะ ให้สร้างโบสถ์โดยหันหน้าเข้าหาน้ำเสมอนั้น ก็คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากพอสมควร จึงได้สร้างพระยา นาคให้เป็นสัญลักษณ์แทนน้ำเอาง่ายๆเลย โดยจะปรากฎ รูปพระยานาคบนหน้าบันของวัดโดยทั่วไป และที่บันไดทางขึ้นตามวัดในภาคเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่จะหาแหล่งน้ำเป็นที่ หมายได้ยาก

สำหรับการสร้างบ้านในภาคกลางนั้น โดยทั่วไปก็จะสร้างให้หันหน้าเข้าหาน้ำอยู่แล้ว เพราะต้องใช้เป็น ที่ขึ้นลงเรือ แต่ถ้าเป็นบ้านที่ไม่ได้อยู่ตรงแม่น้ำ สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เท่านั้น เนื่องจากเรื่องที่ได้กล่าวถึงแล้วคือ เรื่องของพระยานาคที่ดูดเอาน้ำจากโลกไปจนหมด แล้วขึ้นไป นอนขดตัวอยู่บนเขาพระสุเมรุนั้น ทำให้พระยานาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำไปโดยปริยาย ซึ่งปรากฎออก มาทางวัฒนธรรมของคนไทย หลายอย่างเช่น ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอิสาน ที่แต่งบั้งไฟเป็นรูปพระ ยานาค และยังมีรูปของพระยานาคปรากฎอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งหลายสิ่งหลายอย่างที่ปรากฎ ออกมาเป็นรูปจำลองของภูมิจักรวาลเช่น ยอดปราสาท พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ยอดชฎา ฉัตร พระ ราชบัลลังก์ พระเมรุมาศ ฯลฯ. และโดยบังเอิญที่พระยานาคก็เป็นสัญ ลักษณ์ของพระนารายณ์ ซึ่งคน ไทยที่รับเอาคติความเชื่อมาจากฮินดูที่ว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ เราจึงใช้ พระยานาคเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์บนหน้าบันพร้อมกับการเป็นสัญลักษณ์ของธาตุน้ำโดยปริ ยาย โดยประกอบเข้ากับช่อฟ้า ซึ่งหมายถึงพระยาครุฑ ซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์เหมือนกัน ทำให้รูปของพระยานาคและพระยาครุฑมีความลงตัวกันพอดี เมื่อนำไปประดับไว้บนหน้าบันของวัด และพระราชวัง โดยมีความหมายถึงธาตุน้ำ ภูมิจักรวาล และพระนารายณ์

เมื่อมนุษย์ได้อพยพไปถึงภูเขาหิมาลัยนั้น พวกเขาได้สังเกตุเห็นแม่น้ำที่ไหลลงมาจากภูเขานั้น ไหลลง มาโดยเวียนทางขวา ประกอบกับเมื่อสมัยที่มนุษย์กำลังย้ายถิ่นที่อยู่โดยไปทางทะเลนั้น พวกเขาก็พบ ว่ากระแสน้ำได้วนไปทางขวา ซึ่งเข้ากันได้ดีกับทฤษฎีที่ว่า น้ำทางซีกโลกด้านเหนือจะไหลเวียนไปทาง ขวา และอารยธรรมบนโลกเรานี้ มีถิ่นกำเนิดมาจากซีกโลกทางเหนือทั้งสิ้น จากมูลเหตุดังกล่าว ทำให้ เกิดประเพณีการทำเวียนทักษิณาวัตรรอบรูปจำลองของภูมิจักรวาล ซึ่งเวียนไปทางขวา เหมือนดังน้ำที่ หล่อเลี้ยงชีวิตไหลลงมาจากเขาพระสุเมรุโดยไหลเวียนไปทางขวา การเวียนทักษิณานั้น จะกระทำเฉพาะ ในพิธีที่เป็นมงคลเท่านั้น เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต สำหรับการแห่ศพ โดยเวียนกลับไปทางซ้าย นั้น ก็หมายถึงการนำชีวิตเวียนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นซึ่งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุนั่นเอง

คำว่าทักษินอาจหมายถึงทิศใต้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทักษินแปลว่าทิศใต้ ความจริงแล้วคำว่าทักษิณ แปลว่า ขวามือ เนื่องจากในสมัยโบราณ มนุษย์ให้ความสำคัญกับทิศทางที่พระอาทิตย์ขึ้นเป็นพิเศษ เพราะเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ก็หมายถึงว่า ชีวิตได้เริ่มตื่นขึ้นมาจากการหลับอีกครั้ง เมื่อคนหันหน้าไป ทางทิศตะวันออก ทิศใต้จึงอยู่ทางขวามือด้วยเหตุนี้จึงเรียกทิศใต้ว่า ทักษิณ หมายถึงทิศที่อยู่ทางขวา มือ การเดินเวียนทักษิณาวัตร จึงหมายถึงการเดินเวียนไปทางขวามือนั่นเอง

หอยเป็นสัตว์ทะเลที่มีความสำคัญต่อชีวิตของชาวน้ำมาแต่สมัยบุพกาลมีหลายสิ่งหลายอย่างทางวัฒน ธรรมที่ให้ ความสำคัญกับหอย เช่น การใช้หอยให้มีค่าแทนเงิน เป็นต้น เมื่อหอยที่มีก้นเวียนเป็นทักษิ ณาวัตรเช่น หอยสังข์ จึงถือว่าเป็นหอยที่มีความเป็นศิริมงคลต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นมนุษย์ โดย เฉพาะคนไทยและชาวฮินดู จึงใช้หอยสังข์เพื่อการมงคลต่างๆ แม้แต่การวางผังเมืองในสมัยโบราณ ของคนไทย ก็ยังมีบันทึกไว้ว่า มีการวางผังเมืองแบบหอยสังข์เช่น ผังเมืองลำพูน ลำปาง ซึ่งมีบันทึก กล่าวไว้ว่า เมื่อฤษีวาสุเทพและฤษีสุกทันตะได้ช่วยกันสร้างเมืองลำพูนนั้น ได้พากันไปหาเพื่อนฤษีอีก ตนหนึ่งคือ ฤษีสัชชนาลัย ซึ่งได้ไปงมหาหอยสังข์จากใต้ทะเลมาให้ฤๅษี 2 ตนแรกจึงลากเส้นไปตาม ลักษณะของหอยสังข์นั้น และสร้างเมืองไปตามแปลนที่เหมือนหอยสังข์ดังกล่าว ซึ่งผัง เมืองรูปหอยสังข์ นี้มีลักษณะทางกายภาพที่มีความเป็นอิสระ และสามารถยืดหยุ่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดตายตัวกับ รูปทรงทางเรขาคนิตอย่างเขมร และหอยสังข์ยังเป็นอาวุธของพระนารายณ์ที่คนไทยนับถือมากกว่าเทพ องค์อื่น ทำให้ลักษณะผังเมืองแบบหอยสังข์นี้เข้ากันได้ดีกับอุปนิสัยคนไทย เพราะให้ความหมายของภูมิ จักรวาลอย่างง่ายๆและ มีความ เป็นอิสระทางด้านกายภาพ