ชาวเขา
ชาวเขา [Tribal] เป็นชนกลุ่มน้อยพวกหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยมากจะมีถิ่น ที่อยู่บนภูเขาสูง คนพื้นราบจึงเรียกคนจำพวกนี้ว่า ชาวเขา

ประเพณีและวัฒนธรรมของชนชาวเขาจะแตกต่างกันในแต่ละเผ่า แต่ในภาพรวมแล้วจะมีความคล้าย คลึงกันอยู่ไม่น้อย เช่นในเรื่องลัทธิความเชื่อ และการทำมาหากิน ซึ่งชาวเขาส่วนมากคือกลุ่มคนเร่ร่อน หาที่ทำกินไปเรื่อยๆโดยการตัดไม้ทำลายป่า ปลุกพืชต้องห้ามคือฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย เช่นข้าวโพด ข้าวไร่ พอดินจืด ก็จะพากันย้ายไปหาที่ทำกินแห่งใหม่ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อประมาณปีพศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมองเห็นหายนะกำลังจะเกิด จึงเสด็จพระ ราชดำเนินขึ้นไปบนภูเขาด้วยพระองค์เอง และทรงทำทุกวิถีทางที่จะเปลี่ยนหนทางชีวิตของเหล่าชาวเขา ให้ได้ พระองค์ทรงทั้งขู่และทั้งปลอบ ทั้งกล่อมและชี้แนะจนชาวเขาต่างพากันเปลี่ยนการดำรงชีวิตจาก ที่เคยเป็นคนเร่ร่อน ปลูกฝิ่นปลูกกัญชา มาเป็นการสร้างหมู่บ้านเพื่ออยู่อาศัยเป็นการถาวร ปลูกผักผล ไม้ และดอกไม้ต่างๆ โดยความช่วยเหลือของหน่วยราชการหลายหน่วยที่ได้สนองพระราชดำริ ทั้งในด้าน การส่งเสริมการเกษตรและส่งเสริมการตลาด ซึ่งในอดีต ไทยต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวน มาก แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถปลูกได้เองโดยชาวเขาเหล่านั้น ทำให้ชาวเขามีรายได้เป็นกอบ เป็นกำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งทางราชการได้ส่งเสริมชาวเขาทางด้านการ ศึกษาโดยมีตชด.เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ทำให้ในปัจจุบันนี้นอกจากชนชาวเขาจะมีรายได้ดีขึ้น แล้ว ชาวเขายังมีความรู้ดีขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันมีชาวเขาอยู่ในประเทศไทยประมาณ 400,000 คน มีกะเหรี่ยงเป็นชาวเขากลุ่มใหญ่ที่สุดคือมีถึง 200,000 คน(ร้อยละ 52.80 ของประชากรชาวเขา) ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมี 2 พวก คือ
1. พวกที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาก่อนชนชาติไทย
2. พวกที่อพยพเข้ามาหลังชนชาติไทย

นักมนุษยวิทยา ชื่อกอร์ดอน ยัง แบ่งชาวเขาในไทยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มเอเชียตะวันออก [Austro Asiatic] มีทิศทางการอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ และอาศัยอยู่ใน ประเทศไทยก่อนชนชาติไทยจะอพยพลงมาตั้งอาณาจักร ได้แก่ ละว้า ขมุ ฮ่อ ถิ่น และผีตองเหลือง
2. กลุ่มจีน - ทิเบต [Sino-Tebetan Stock] ที่มีทิศทางการอพยพจากเหนือลงมาใต้ คืออพยพ ลงมาจากจีน พม่า ลาว เข้าสู่ประเทศไทยหลังจากที่ชนชาติไทยได้ตั้งอาณาจักรขึ้นมาแล้ว และกลุ่มนี้ยัง แบ่งได้เป็นกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่มคือ
2.1 กลุ่มทิเบต - พม่า [Tibeto - Berman] ได้แก่ เผ่าอีก้อ มูเซอ กะเหรี่ยง
2.2 กลุ่มจีนเดิม [Main Chinase] ได้แก่ เผ่าแม้ว และเย้า

การกระจายตัวของชาวเขา
1. ภาคเหนือตอนบน เป็นภูมิภาคที่ชาวเขาอาศัยอยู่มากที่สุด เพราะมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีเทือกเขาสลับซับซ้อนมากมาย สามารถปลูกฝิ่นได้ง่าย และสะดวกต่อการซื้อขายฝิ่น ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ลำพูน แพร่ พะเยา และลำปาง
2. ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และกำแพงเพชร โดย 2 ใน 3 ของจำนวนชาวเขาในส่วนนี้ เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ในจังหวัดตาก
3. ภาคกลางตอนบนและภาคตะวันตก มีชาวเขาอาศัยอยู่ใน 7 จังหวัดคือ กาญจนบุรี อุทัยธานี ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และนครสวรรค์ ร้อยละ 95 เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง

นอกจากนี้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือที่จังหวัดเลย เป็นจังหวัดเดียวที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นชาว เขาเผ่าแม้วที่อพยพหนีภัยมาจากประเทศลาว จากการกระจายตัวของชาวเขา พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่ง ของชาวเขาในประเทศไทย เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 200,000 คน จากจำ นวนประชากรชาวเขาทั้งสิ้นประมาณ 400,000 คนทั่วประเทศ

ชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่ แม้ว มูเซอ เย้า อีก้อ และลีซอ โดยจะกล่าวถึงชาวเขาเผ่าที่สำคัญ 6 เผ่า ดังนี้
1. กะเหรี่ยง [Karen] กะเหรี่ยงเป็นชาวเขากลุ่มจีน- ทิเบต ในสาขาทิเบต- พม่า มีถิ่นฐาน ดั้งเดิมอยู่ในประเทศพม่า แต่ได้มีการอพยพเข้ามาในประเทศไทยนับเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว เนื่องจากเกิด มีปัญหากับทางการพม่า และถูกพม่ากดขี่ทารุณจนเกิดการสู้รบกัน กะเหรียงสู้ไม่ได้ จึงหนีร่นออกมา กะ เหรี่ยงมีจำนวนประชากรประมาณ 200,000 คน คิดเป็นร้อยละ 52.8 ของจำนวนชาวเขาทั้งหมดทั่วประ เทศ โดยกระจายกันอยู่ใน 15 จังหวัด 2,983 หมู่บ้าน กะเหรี่ยงจะตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณที่ไม่สูงนัก หรือ ตามพื้นราบ หมู่บ้านมีขนาดตั้งแต่ 20 - 30 หลังคาเรือนขึ้นไป จนถึง 100 กว่าหลังคาเรือน หมู่บ้าน แต่ละแห่งจะอยู่ห่างกันโดยใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมง หมู่บ้านกะเหรี่ยงจะตั้งเป็นหลักแหล่งยาว นานกว่าหมู่บ้านชาวเขาเผ่าอื่น ทั้งนี้ เพราะมีการทำการเกษตรที่มีการอนุรักษ์ดินที่ดีกว่า

ลักษณะการปกครองภายในหมู่บ้านของกะเหรี่ยง มีบุคคลสำคัญ 3 ฝ่ายคือ หัวหน้าหมู่บ้านที่ตั้งตามประ เพณี หมอผี และกลุ่มผู้อาวุโส หัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า ฮีโข่ สืบทอดสายเลือดทางบิดา หมอผีจะเป็นผู้ประ กอบพิธีกรรมและรักษาโรค ส่วนผู้อาวุโส จะเป็นผู้รักษาจารีตประเพณี

กะเหรี่ยงมีระบบเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเอง ทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน คือทำไร่ 1 ปี แล้วปล่อยทิ้ง ไว้ 3 - 5 ปีเพื่อให้ดินคืนสภาพ แล้วจึงหวนกลับมาทำซ้ำที่เดิมอีก เช่น ปลูกข้าวไร่และทำนาดำแบบขั้น บันไดตามหุบเขา นอกจากทำการเกษตรแล้ว กะเหรี่ยงจะเลี้ยงสัตว์จำพวก ไก่ หมู วัว ควาย และช้าง ซึ่ง ในปัจจุบัน ชาวกะเหรี่ยงยังมีอาชีพเสริมคือ การจัดทัวร์โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ

กะเหรี่ยงมีสังคมที่เรียบง่ายและสันโดษ เห็นได้จากบ้านของชาวกะเหรี่ยงจะเป็นบ้านที่มีขนาดเล็ก สร้าง ด้วยไม้ไผ่ ยกพื้นสูง หลังคามุงด้วยใบตองตึงหรือหญ้าคา ในสังคมครอบครัว ฝ่ายหญิงมีความสำคัญมาก กว่าฝ่ายชาย การมีเพศสัมพันธุ์ หนุ่มสาวกะเหรี่ยงจะเริ่มต้นจากการเกี่ยวพาราสีในพิธีศพ โดยจะมาร้อง เพลงสวดศพให้คนตายตลอดคืน และใช้โอกาสนี้ในการเลือกคู่ ซึ่งการเลือกคู่นั้นฝ่ายหญิงจะเป็นผู้บอก กับฝ่ายชายก่อน ระบบแต่งงานก็ยึดหลักผัวเดียวเมียเดียว หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะสวมชุดขาวทรงกระสอบ หญิงที่แต่งงานแล้วจะนุ่งผ้าซิ่น และใส่เสื้อครึ่งท่อน

กะเหรี่ยงเป็นพวกที่นับถือผีและวิญญาณบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าการเจ็บป่วยหรือเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่า ร้ายหรือดี เกิดจากการกระทำของผี จะต้องทำพิธีเซ่นไหว้ หมอผีจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมโดยใช้หมู ไก่ และสุราที่ต้มเองเป็นเครื่องเซ่นไหว้ ปัจจุบัน มีกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อยที่นับถือศาสนาพุทธ

2. แม้วหรือม้ง [Hmong] เป็นชาวเขาสาย จีน - ทิเบต ในกลุ่มจีนเดิม เรียกตัวเองว่า ม้ง แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ แม้วดำ แม้วน้ำเงิน และแม้วขาว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่า ถิ่นเดิมของ แม้วอยู่บริเวณแม่น้ำเหลือง แถบมณฑลยูนาน กวางสี และกวางเจาในประเทศจีนกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาถูกจีนรุกรานจึงหนีไปอยู่ในประเทศลาว เวียดนาม พม่า และได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ ปีพศ. 2393 ปัจจุบันในประเทศไทยมีชาวเขาเผ่าแม้วกระจายอยู่ใน 12 จังหวัด ภาคเหนือ

แม้วชอบตั้งหมู่บ้านบนพื้นที่ลาดเขาในระดับความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุตขึ้นไป มีลำห้วยและสันขาใกล้หมู่ บ้าน หมู่บ้านโดยทั่วไปมีขนาด 20-30 หลังคาเรือน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้นำ ซึ่ง เลือกจากผู้อาวุโสสูงสุดที่มีอิทธิพลหรือสมาชิกในแซ่สกุลที่มีมากที่สุดในหมู่บ้าน

เศรษฐกิจ
ชาวม้งทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย พืชหลักที่ปลูกคือ ข้าวและข้าวโพดนอกจากการเกษตรแล้ว ยังมี อุตสาหกรรมในครัวเรือนประเภทศิลปและงานฝีมือ เช่นทอผ้า และการทำเครื่องเงิน

บ้านแม้วจะหันหน้าไปตามลาดเขาคร่อมบนพื้นดิน สร้างด้วยไม้จริง ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่ เนื่องจาก แม้วมีระบบครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย มีสมาชิกในครอบครัวมาก เฉลี่ย 9 คนต่อหนึ่งครัวเรือน ใน บ้านจะมีห้องนอน 1-3 ห้อง ห้องเก็บพืชผล 2 ห้อง เตาไฟใหญ่ เตาไฟเล็ก หิ้งผี มีประตูใหญ่อยู่หน้า บ้าน แต่ไม่มีหน้าต่าง แม้วนับถือระบบอาวุโสอย่างเคร่งครัด ฝ่ายชายจะเป็นใหญ่ การสืบเชื้อสายจะต้อง ถือทางฝ่ายชายเป็นหลัก ประเพณีของแม้ว จะอนุญาตให้ชายและหญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานได้ แต่ ห้ามแต่งงานกับคนแซ่สกุลเดียวกัน แม้วเชื่อและนับถือผีต่างๆเช่น ผีฟ้า ผีเรือน และผีทั่วๆ ไป เอกลักษณ์ ของแม้วอีกอย่างหนึ่งคือ ดนตรี แม้วมีเครื่องดนตรีที่นิยมกัน 3 อย่าง คือ แคน ขลุ่ย และหยั่ง

3. มูเซอ [Lahu] (พรานป่า) ชาวเขาสายจีน - ทิเบต กลุ่มทิเบต-พม่า เรียกตัวเองว่าเล่าหู่ มี ถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในประเทศทิเบต ต่อมาอพยพลงมาทางใต้ และกระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลยูน นาน พม่าและลาว และได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งกลุ่มตาม ภาษาพูดและการแต่งกายเป็น 4 กลุ่มคือ มูเซอดำ มูเซอแดง มูเซอกุ้ย มูเซอเฌเล

ปกติมูเซอจะตั้งหมู่บ้านในระดับความสูงตั้งแต่ 4,500 ฟุตลงมา ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นลาดเขาใกล้แนว ป่ามีแหล่งน้ำและดินอุดมสมบูรณ์ หมู่บ้านหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยจะมีประมาณ 15 - 20 หลังคาเรือน ภายใน หมู่บ้านจะมีสถานที่สำคัญอยู่ 3 อย่างคือ ศาลผีเจ้าหรือแชมื่อ อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านประมาณ 20 -30 เมตร ห้ามทุกคนเข้าไปยุ่งเกี่ยวนอกจากผู้นำทางศาสนาของหมู่บ้านหรือหมอผีเท่านั้น ลานเต้นรำ บวงสรวงเทพเจ้าเรียกว่า จะคึกื่อ และบ้านของปู่จองซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา

มูเซอจะมีผู้นำ 3 ฝ่ายคือ หัวหน้าหมู่บ้าน ฝ่ายศาสนา และกลุ่มผู้อาวุโส หัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า คะแชป่า มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุข รักษาความสงบสุข และเป็นตัวแทนติดต่อกับทางราชการ ผู้นำศาสนามี 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายพิธีกรรมทางศาสนาหรือปู่จาร จะต้องเป็นผู้มีความประพฤติดีในทุกด้าน เพราะเป็นผู้ติดต่อกับเทพ เจ้า อีกฝ่ายหนึ่งคือหมอผีหรือนี่ตี่ซอ เป็นผู้มีคาถาอาคม สามารถติดต่อกับผีและขับไล่ภูติผีต่าง ๆ ได้ กลุ่มผู้อาวุโส เป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของหัวหน้าหมู่บ้าน

มูเซอมีอาชีพทำการเกษตรเป็นหล้กคือ ปลูกข้าว ข้าวโพด และเลี้ยงสัตว์ โดยจะเลี้ยงหมูและไก่เอาไว้เพื่อ ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา และเลี้ยงม้าเพื่อเอาไว้ใช้เป็นพาหนะในการขนพืชไร่

บ้านของมูเซอ เป็นบ้านยกพื้นสูง เสาทำด้วยไม้จริง พื้นและฝาทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงด้วยหญ้า คามัดเป็นฟ่อน มีนอกชานและบันได 5 ขั้น มูเซอยึดถือการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัด แต่ทุกคนมีอิสระในการเลือกคู่ครอง มูเซอจะให้ความสำคัญแก่หญิงมากกว่าชาย

มูเซอนับถือเทพเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อ กื่อซา โดยเชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก และสร้างความดีต่าง ๆ และนับถือผี ได้แก่ผีเรือน ผีประจำหมู่บ้าน ผีฟ้า ผีป่า และผีดอย

4. เย้า [Yao] ชาวเขาสายจีน-ทิเบต ในกลุ่มจีนเดิม คนจีนเรียกว่า เมี่ยน ตามนิยายโบราณ เล่าว่า บรรพบุรุษเย้าเป็นสุนัขมังกรสีเหลืองชื่อว่า ฟันหู เย้าสืบเชื้อสายติดต่อกันมานานกว่า 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ แถบมณฑลกวางสี กวางเจา และยูนนาน อพ ยพลงมาอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2343

เย้าจะตั้งหมู่บ้านอยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 1,500 ฟุตขึ้นไป ในหมู่บ้านหนึ่งจะมีตั้งแต่ 20-30 หลังคา เรือนถึง 100 หลังคาเรือนขึ้นไป โดยเฉลี่ยประมาณ 30 หลังคาเรือน หัวหน้าหมู่บ้านเป็นตำแหน่งที่ตก ทอดทางสายเลือด ถ้าหัวหน้าหมู่บ้านตาย ลูกชายจะขึ้นเป็นแทน

เย้าทำการเกษตรแบบทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวเพื่อบริโภค ปลูกข้าวโพดเพื่อการค้า เย้าเป็นชาวเขาที่มี ความชำนาญในการปลูกฝิ่นมากที่สุด แต่ปัจจุบันเลิกปลูกแล้ว

เย้าจะสร้างบ้านคร่อมบนพื้นดิน วัสดุส่วนใหญ่เป็นไม้จริง ภายในบ้านจะมีห้องประมาณ 2-3 ห้อง มีเตา ไฟอยู่ภายในบ้าน มีหิ้งผี และไม่มีหน้าต่าง ผู้ชายเย้า เมื่อแต่งงานแล้ว จะนำภรรยาเข้ามาอยู่รวมกับบิดา มารดาของตนเป็นเวลานานก่อนที่จะแยกไปสร้างบ้านใหม่ เย้าจะให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่าเพศ หญิง นิยมแต่งงานกับคนเผ่าเดียวกัน ชายสามารถมีเมียหลายคนได้ถ้ามีฐานะมั่นคง

เย้าได้รับอิทธิพลในด้านการศาสนามาจากจีน จึงนับถือและบูชาบรรพบุรุษ เชื่อว่า การเจ็บป่วยต่าง ๆ เกิดจากผีเป็นผู้นำขวัญออกไปจากร่างกาย การรักษาต้องทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อเรียกขวัญกลับมา ผู้ทำพิธี นี้ได้แก่หมอผี แต่เย้าไม่ได้มีการกำหนดลักษณะของหมอผีไว้ ใครจะเป็นก็ได้ขอให้มีความรู้ทางด้านพิธี กรรม

5. อีก้อ [Akha] เรียกตัวเองว่า อาข่า สืบเชื้อสายมาจากชนชาติโลโล จัดอยู่ในสายจีน-ทิเบต กลุ่มทิเบต - พม่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อยคือ อีก้อโจโกวย อีก้อหม่อโป๊ะ และอีก้อโลมีซา (เยอตุง) ถิ่น เดิมของอีก้ออยู่บริเวณแม่น้ำไทฮั่วสุย หรือแม่น้ำดอกท้อในประเทศทิเบต ต่อมาได้อพยพเข้าอยู่ในประ เทศจีน แถบมณฑลยูนาน บริเวณแคว้นสิบสองปันนาและไกวเจาเมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว และเมื่อ จีนเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ อีก้อส่วนใหญ่จึงอพยพมาอยู่ที่แคว้นเชียงตุงในรัฐฉานของพม่า แคว้นหัวโขงและพงสาลีในลาว ส่วนอีก้อในประเทศไทยเป็นพวกที่อพยพมาจากพม่าและลาว เนื่องจากถูก พวกฮ่อรุกราน โดยอพยพเข้ามาอยู่ครั้งแรกที่ดอยตุง จังหวัดเชียงรายเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2440 อีก้อ เป็นชาวเขาที่ยากจนที่สุดในบรรดาชาวเขาทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย

อีก้อจะตั้งหมู่บ้านอยู่บนดอยที่ความสูงประมาณ 3,000 - 4,000 ฟุต ส่วนใหญ่จะ เป็นดอยลูกกลาง มี ดอยสูงล้อมรอบ ใกล้แหล่งน้ำ และมีลานกว้างอยู่บนดอย การตั้งหมู่บ้านแต่ละครั้งจะให้หัวหน้าหมู่บ้าน หมอผี และผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เป็นผู้เสี่ยงทายโดยการโยนไข่ 3 ฟองลงบนพื้น ถ้าไข่แตกก็สามารถตั้ง หมู่บ้านได้ แต่ถ้าไข่แตกไม่ครบ 3 ฟอง แสดงว่าผีไม่อนุญาตให้ตั้งหมู่บ้านในบริเวณนี้ ปัจจุบัน อีก้อยัง คงรักษาประเพณีดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยในแต่ละหมู่บ้านจะมีสิ่งสำคัญประจำหมู่บ้านคือ
1. ประตูหมู่บ้าน ทั้งด้านหน้าและหลังถือว่าเป็นประตูศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะแตะต้องไม่ได้เรียก ว่าลกข่อ
2. ที่พักของผีป่านอกเขตหมู่บ้านเรียกว่า ศาลผีหมิชาลอเอ๊อะ
3. ชิงช้าศักดิ์สิทธิ์ สำหรับระลึกถึงเทพธิดาผู้ทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ พิธีโล้ชิงช้าประจำปี เรียกว่าโละซ่อ ประมาณเดือนสิ่งหาคม - กันยายน
4. ลานสาวกอด หรือแต๊ะข่อ เป็นสถานที่พบปะของหนุ่มสาว เนื่องจากมีประเพณีห้ามหนุ่ม สาวขอความรักต่อกันบนบ้าน นอกจากนี้ยังมีป่าช้า แหล่งน้ำ และเขตสงวนประจำหมู่บ้านอีกด้วย

อีก้ออยู่ในสังคมที่มีอิสระในการดำรงชีวิตภายใต้กฎและประเพณีของเผ่า ภายในหมู่บ้านมีหลายแซ่สกุล แต่จะมีสกุลใหญ่เพียง 1-2 สกุล ซึ่งส่วนใหญ่สกุลต่างๆ จะเป็นญาติพี่น้องกัน บ้านอีก้อจะมีรั้วแสดงของ เขตบริเวณบ้าน ส่วนตัวบ้านจะปลูกยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ 1เมตร พื้นและฝาทำด้วยไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงหญ้าคา ภายในมีห้องนอน 2 ห้อง ชายอยู่ห้องหนึ่ง หญิงอยู่ห้องด้านใน ประเพณีอีก้อห้ามไม่ ให้ลูกชายสมสู่บนบ้านขณะที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีกระต๊อบต่างหากอยู่หลังบ้าน

อีก้อนับถือผี วันสำคัญประจำปีที่จะต้องทำการเซ่นไหว้ผีมี 9 พีธีคือ พิธีขึ้นปีใหม่ พิธีทำประตูบ้าน พิธี โล้ชิงช้า พิธีกินข้าวใหม่ พิธีเลี้ยงผีบ่อปลา พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ พิธีขับไล่ผีหลังฤดูฝน พิธียะอุผีหรือบวง สรวงผีใหญ่ และพิธีเลี้ยงผีก่อนทำไร่

6. ลีซอ [Lisu] ชาวเขาเชื้อสายจีน - ทิเบต กลุ่มทิเบต - พม่า เรียกตัวเองว่า ลีซู แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ลีซอลายและลีซอดำเดิมอยู่บริเวณต้นแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของประเทศ ทิเบตและมณ ฑลยูนนานในประเทศจีน ต่อมาถูกชนชาติอื่นรุกรานจึงถอยร่นลงมาทางใต้และกระจายตัว ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจีน พม่า และไทย ลีซอเข้ามาอยู่ในไทยครั้งแรกที่ดอยช้างจังหวัดเชียงราย เมื่อประมาณ พ.ศ.ปี2430

ทำเกษตรโดยปลูกข้าว ข้าวโพด และพืชผักต่างๆเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ หมูและไก่ เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม และยังมีอุตสาหกรรมในครัวเรือนเช่น การทอและปักผ้าการทำเครื่อง ประดับจากเงิน และการต้มสุรา สังคม หมู่บ้านส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป ใกล้แหล่งน้ำ ปลูกบ้านคร่อมบนพื้นดิน ใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้าง มุงหลังคาด้วยหญ้าคา ไม่มีหน้าต่าง ลี ซอไม่มีหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด แต่จะมีสภาอาวุโส ซึ่งประกอบด้วยผู้อาวุโส จากสกุลต่าง ๆ ในหมู่บ้านเป็นผู้ปกครองดูแลและรักษากฏต่าง ๆ ของสังคมตามประเพณี ในหมู่บ้านแต่ ละแห่ง จะมีครอบครัวที่มาจากแซ่สกุลต่าง ๆ ประมาณ 20 สกุล

ความรักของลีซอเริ่มจากการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว ซึ่งปกติจะเกี้ยวกันขณะเดินทางไปไร่แล้วนัดพบกัน ในเวลากลางคืน และร้องเพลงเกี้ยวกันขณะเต้นรำในวันปีใหม่ แต่ที่นิยมกันมากคือการเกี้ยวกันขณะที่ หญิงสาวออกมาตำข้าวในตอนกลางคืน ลีซอถือว่า การแต่งงานเป็นการค้าอย่างหนึ่งคือการซื้อหญิงสาว ซึ่งหากฝ่ายชายไม่มีเงินหรือมีเงินไม่พอ ก็จะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงเพื่อทำงานชดใช้แลกกับเงินค่าสิน สอดชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจนานเป็นปีก็ได้ก่อนแต่งงานฝ่ายชายจะให้ของกับฝ่ายหญิงเป็นการมัดจำ หลังจากนั้นจะใช้วิธีฉุด ซึ่งแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะรู้แต่ก็จะวางเฉย เพราะประเพณีบังคับ ต่อจากนั้นฝ่าย ชายจึงจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ

ลีซอมีความเชื่อในเรื่องผี เช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าอื่น ๆ