การแต่งงาน
การแต่งงานมีความหมายอย่างง่ายๆ ว่า คือการประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่า ชายและหญิงนั้นกำลังจะ มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา โดยได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย และเป็นการยืน ยันว่า สามีคือพ่อของเด็กที่จะเกิดจากภรรยานั้น

ตามธรรมเนียมที่ได้มีการปฏิบัติสืบทอดกันมานั้น การแต่งงานคือการที่ฝ่ายชายแต่งเอาฝ่ายหญิงเข้า มา ไม่ใข่ฝ่ายหญิงแต่งเอาฝ่ายชายเข้ามา เนื่องจากเหตุที่ว่า ฝ่ายหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า จึงต้องเข้า ไปอยู่กับฝ่ายชาย เพื่อให้ผู้ชายดูแลปกป้องคุ้มครอง โดยฝ่ายหญิงก็จะต้องมีความมั่นใจเสียก่อนว่า ฝ่าย ชายจะมีความสามารถคุ้มครองตนได้หรือไม่ ซึ่งจะตรวจสอบได้โดยดูว่า ชายนั้นได้ผ่านการบวชมาแล้ว หรือยัง ถ้าได้บวชมาแล้ว ก็อาจจะพอไว้ใจได้ว่า ชายนั้นเป็นคนดีพอที่ฝ่ายหญิงจะฝากชีวิตทั้งชีวิตเอาไว้ ได้ ซึ่งในสมัยดึกดำบรรพ ก่อนที่จะตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกันนั้น ฝ่ายชายจะต้องเข้าไปอยู่ที่บ้านฝ่าย หญิงก่อน เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมในการเป็นสามี โดยการเข้าไปทำงานรับใช้ ต่างๆ ดังนั้น ฝ่ายชายจึงถูกเรียกว่า เจ้าบ่าว ส่วนฝ่ายชาย ก็ต้องมีการตรวจสอบกันด้วยว่า หญิงที่ตนคิด จะแต่งด้วยนั้น มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการเป็นภรรยาที่ดีเพียงใดเนื่องจากฝ่ายหญิงต้องเข้ามาอยู่กับ ฝ่ายชาย รวมทั้งญาติพี่น้องวงศาคณาญาติของฝ่ายชายด้วย ถ้าได้ภรรยาที่ดีก็จะเป็นที่เชิดชูของทั้งสามี และญาติพี่น้อง ถ้าได้ภรรยาไม่ดี ก็จะเป็นที่อับอายให้สังคมนินทาเอาได้

ในสมัยก่อน การแต่งงานอาจจะเป็นการจัดการของผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ทั้งชายและหญิงอาจจะไม่ เคยรู้จักหรือรักกันมาก่อนก็อาจเป็นได้ เนื่องจากระเบียบแบบแผนทางสังคมของคนไทยที่สอน (บังคับ) ให้ผู้น้อยต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ในทุกกรณี รวมทั้งไว้ใจให้ผู้ใหญ่จัดการเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ทำให้การแต่ง งานในรูปแบบนั้น ซึ่งเรียกว่า คลุมถุงชน มักไม่ค่อยจะมีปัญหา แต่เมื่อมาถึงในสมัยนี้คงจะทำแบบนั้นไม่ ได้อีกแล้ว เนื่องจากเงื่อนไขทางสังคมที่เปิดกว้างชึ้น มีความเป็นอิสระมากขึ้น ทั้งในทางความคิดและการ จัดการกับชีวิตของตัวเอง และมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกคู่ครอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการที่ทั้งหญิงและชายจะมีอิสระมากขึ้นในการเลือกคู่แต่การที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยไม่มีพิธีแต่งงานตามอย่างธรรมเนียมของชาวตะวันตกนั้น ก็ยังคงไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยมาก นัก โดยเฉพาะในสังคมชนบท ซึ่งยังคงรักษาระเบียบแบบแผนและธรรมเนียมเก่าของไทยโดยเคร่งครัด

ชีวิตไทยโดยปกติจะเรียบง่ายและสมถะ ยกเว้นเวลามีงานหรือพิธีบางอย่าง ที่ในชีวิตของคนๆ หนึ่งอาจ จะมีได้เพียงครั้งเดียว เช่นงานบวชหรืองานแต่งงาน คนไทยจะจัดให้มีพิธีที่ยิ่งใหญ่และสมฐานะ เพราะเมื่อคิดที่จะจัดทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง คนไทยทำเล็กๆ ไม่เป็น ต้องทำให้ใหญ่เข้าไว้ก่อน

ขั้นตอนต่างๆของพิธีแต่งงาน อาจจะแล้วแต่ฐานะของแต่ละคนว่า จะจัดงานให้ใหญ่โตได้เพียงใด แต่โดย สรุปแล้ว ก็อาจจะมีพิธีและขั้นตอนหลักที่เหมือนกันคือ เมื่อชายและกญิงได้มีตกลงและยินยอมที่จะแต่ง งานกันแล้ว ฝ่ายชายก็จะจัดการเตรียมผู้ใหญ่ฝ่ายตนไปเจรจาสู่ขอกับทางผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เพื่อตกลงกัน เรื่องสินสอดทองหมั้นว่า ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องเอาเท่าใด ซึ่งจำนวนที่จะเรียกเอานั้น มักจะมีการตกลงกัน ไว้ก่อนที่จะมีการเจรจา เพื่อที่จะไม่ให้มีการต่อรองหรือการปฏิเสธ เพราะการแต่งงานไม่ใช่การซื้อขาย ไม่ควรมีการต่อรองหรือปฏิเสธ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการผิดใจกันขึ้นได้ในภายหลัง

เมื่อถึงวันพิธี ฝ่ายหญิงมักเป็นฝ่ายจัดเตรียมสถานที่ โดย 3 วันก่อนจะถึงวันงาน จะมีการระดมคนมา ช่วยกันทำอาหาร และจัดสถานที่ วันแรกเรียกว่า วันเชื่อมน้ำ เป็นวันหาของที่จะทำอาหารและจัดสถาน ที่เอาเข้ามาไว้ในบ้าน รวมทั้งการเตรียมน้ำเชื่อมเพื่อทำขนมหวานต่างๆ ในวันที่ 2 เรียกว่าวันสุกดิบ เป็นวันที่ต้องทำอาหารและเตรียมสถานที่กันอย่างจริงจังตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยในตอนเย็นอาจจะมีพิธี สวดมนต์เย็น โดยฝ่ายชายจะเดินทางมาร่วมกับฝ่ายหญิงเพื่อความเป็นศิริมงคลร่วมกัน

เมื่อถึงวันพิธีจริง ที่บ้านของฝ่ายหญิงก็จะต้องมีการเตรียมการไว้พร้อมแล้ว แต่ตัวฝ่ายหญิงหรือเจ้าสาว เองนั้น ได้มีข้อห้ามไว้ว่า ห้ามออกไปช่วยทำงานใดๆทั้งสิ้น ขอให้เตรียมตัวเองเอาไว้ให้สวยเพียงอย่าง เดียว เพราะถ้าออกไปช่วยงานแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา งานนั้นก็อาจจะล้มได้

ทางฝ่ายชาย ก็จะต้องเตรียมขบวนขันหมาก หมายถึงขันใส่เงินและทองของหมั้น ซึ่งห่อด้วยผ้าสีไว้อย่าง สวยงาม โดยมากมักจะให้เด็กสาวๆเป็นผู้ถือ ในขบวนนั้นจะประกอบไปด้วยขันหมาก ต้นกล้วย ต้นอ้อย รวมทั้งขนมที่มีชื่อและความหมายที่เป็นมงคลต่างๆ มีผู้นำขบวนเรียกว่า นายขันหมาก ทำหน้าที่เป็น ผู้จัดการและเจรจาเมื่อขบวนขันหมากเดินทางไปถึงบ้านของฝ่ายหญิง และก่อนที่จะเคลื่อนขบวนขันหมาก ออกจากบ้านฝ่ายชายได้นั้น จะต้องมีผู้ที่ฝ่ายหญิงส่งมาเชิญขบวนขันหมากให้เริ่มออกเดินทางเรียกว่า ผู้ เลื่อนขันหมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าได้จัดพิธีไว้เพื่อรอขันหมากขบวนนี้อยู่จริง ไม่ใช่เคลื่อนขบวนกันไป เฉยๆ พอไปถึงที่บ้านงานแล้ว ทางฝ่ายหญิงเกิดทำไม่รู้ไม่ชี้และไม่ต้อนรับให้เข้าบ้าน ก็อาจจะมีการยิง กันเกิดขึ้นได้

เมื่อขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวเดินทางมาจนใกล้จะถึงบ้านของเจ้าสาวนั้น จะมีคนจากทางเจ้าสาวออก มายืนดักขวางทางอยู่เรียกว่า ประตู ซึ่งนายขันหมากจะต้องจ่ายค่าผ่านทางแก่ประตูต่างๆ เหล่านั้น การกั้นประตู อาจจะใช้อะไรก็ได้เอาออกมากั้น แม้แต่ตัวเองคนเดียวก็สามารถออกมายกมือกางออกกั้น เอาไว้ก๋ได้ หรืออาจจะใช้รถขวางถนนไว้ทั้งคันก็ยังเคยมี การกั้นประตูนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องสนุกสนานที่ใคร ก็สามารถทำได้ จนเมื่อขบวนมาถึงหน้าบ้าน ก็จะต้องจ่ายให้กับประตูสำคัญอีก 3 ประตูคือ ประตูเงิน ประตูนาก และประตทอง ซึ่งต้องจ่ายให้มากกว่าประตูที่ผ่านมา เพราะวัสดุที่จะนำมากั้นนั้นต้องเป็น เงิน นากและทองตามลำดับ เมื่อผ่านประตูสำคัญทั้ง 3 แล้ว ฝ่ายเจ้าสาวก็จะส่งคนถือพานดอกไม้ธูปเทียน ออกมาเชิญขบวนขันหมากเข้าบ้าน เรียกว่า ผู้เชิญขันหมาก ในระหว่างนั้นเจ้าสาวจะต้องอยู่แต่ในห้อง เท่านั้น

เมื่อขบวนทั้งหมดเข้ามาในบ้านและจัดตั้งวางของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวก็จะต้องเข้าไปในห้องเพื่อ พาเจ้าสาวออกมาทำพิธี โดยเจ้าบ่าวก็จะต้องจ่ายค่าเปิดประตูห้องอีกครั้ง จึงจะสามารถเข้าไปในห้องได้ ซึ่งเมื่อออกมาพร้อมกันแล้ว ก็จะเริ่มทำพิธี โดยคู่บ่าวสาวจะมานั่งอยู่ต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อมอบเงินสินสอดและใส่ทองหมั้นให้กับเจ้าสาว ซึ่งส่วนมากจะมีกำไลทองเป็นหลัก จากนั้นก็จะพากัน มาเข้าที่เพื่อทำพิธีรดน้ำสังข์ สังข์ที่ใช้ก็จะเป็นสังข์ที่มีก้นเวียนเป็นทักษิณาเพื่อความเป็นศิริมงคล น้ำสังข์ ที่ใช้ในพิธีมีความหมายว่า น้ำเป็นตัวประสานให้ชีวิต 2 ชีวิตรวมเป็นหนึ่งเดียว และน้ำก็เป็นสิ่งเย็น เป็น ตัวดับร้อนเมื่อยามเกิดการทะเลาะกันในครอบครัว และเป็นน้ำที่หลั่งออกมาจากสังข์ ซึ่งมีลักษณะเป็น มงคลคือ มีก้นเวียนเป็นทักษิณาวัตร เหมือนกับการไหลลงมาของแม่น้ำ 10 สายที่ไหลลงมาจากหิมาลัย โดยในระหว่างพิธีรดน้ำ จะมีพระสงฆ์สวดคาถาชัยมงคลต่างๆ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว เมื่อ เสร็จพิธีรดน้ำแล้ว (เจ้าสาวจะถูกสอนมาว่าให้พยายามลุกขึ้นก่อนเจ้าบ่าว เพื่อที่เวลาอยู่ด้วยกัน สามีจะ ได้อยู่ในโอวาทและอาณัติของฝ่ายหญิง รวมถึงการตักบาตร ซึ่งจะต้องถือทัพพีเดียวกัน เจ้าสาวจะต้องถือ ทัพพีให้เหนือกว่ามือของเจ้าบ่าว)

เมื่อถึงกลางคืน ฝ่ายเจ้าสาวก็จะนำเจ้าสาวมาส่งให้เจ้าบ่าวที่รออยู่ในห้องพร้อมญาติผู้ใหญ่ ซึ่งก็คือพิธี ส่งตัวเจ้าสาว ซึ่งในการนี้ จะต้องเตรียมคู่สามีภรรยาที่ครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมั่งมีศรีสุข ให้มาเป็นผู้ปู ที่นอนให้แก่คู่บ่าวสาว เพื่อความเป็นศิริมงคลและเป็นเคล็ดในการครองคู่ เมื่อนำเจ้าสาวมาส่งให้เจ้า บ่าวในห้องแล้ว ญาติทางฝ่ายเจ้าสาวก็จะฝากฝังเจ้าสาวให้เจ้าบ่าวดูแล และฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะกล่าวรับปาก รับคำไม่ให้ทางฝ่ายเจ้าสาวต้องเป็นห่วง แล้วญาติทั้งหมดก็จะออกออกจากห้องไปเป็นอันเสร็จพิธี และเจ้า บ่าวเจ้าสาวนั้นก็ถือได้ว่าเป็นคู่สามีภรรยากันโดยสมบูรณ์

หลังจากพิธีผ่านพ้นไปแล้วคู่สามีภรรยาใหม่จะต้องหาเวลาและโอกาศที่จะพากันไปกราบญาติผู้ใหญ่ของ แต่ละฝ่าย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการแนะนำตัวเป็นการภายในอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ทางญาติผู้ใหญ่นั้นก็จะเตรียม ของของขวัญเอาไว้รับไหว้ อาจเป็นเงิน หรือ ทอง เมื่อไหว้ญาติผู้ใหญ่จนครบถ้วนแล้ว จึงจะถือว่าพิธีแต่ง งานนั้นได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งทางประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติ ิ

สำหรับกล้วยและอ้อยที่ใช้ในขบวนขันหมากนั้นทางฝ่ายญาติเจ้าสาวที่รับเอาไว้ก็จะแบ่งกันกินพอประมาณ เพื่อความเป็นศิริมงคล กล้วยหมายถึงการมีลูกได้ทันใช้และการทำมาหากินที่เจริญรุ่งเรือง ส่วนอ้อยหมาย ถึงความอ่อนหวานในการครองคู่ จากนั้นก็จะมีผู้นำกลวยและอ้อยนั้นไปปลูก และกว่าที่กล้วยจะออกลูก ออกผล ก็เป็นเวลาพอดีกับการมีลูก จะได้ใช้กล้วยนั้นเลี้ยงลูกต่อไป ซึ่งในการแต่งงานรายต่อๆไป ก็มักนิ ยมใช้กล้วยและอ้อยที่เป็นของในขบวนขันหมากมาก่อน

อาหารที่เลี้ยงในระหว่างงานนั้น มีที่เป็นพิเศษคือขนมจีน ต้องเป็นขนมจีนแต่งงานเท่านั้น คือจะเป็น ขนมจีนเส้นเดียวกันทั้งเข่ง ไม่มีการทำเป็นจับเหมือนขนมจีนธรรมดาทั่วไป