บ้านเชียง

                ในอดีตเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2360 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองที่ประเทศลาว
          ทำให้คนกลุ่มหนึ่งคือพวกลาวพวน จากแขวงเชียงขวางได้พากันอพยพข้ามลำน้ำโขงแล้วเดินทางต่อ
          ลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งคือ ป่าดงแพง เป็นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และในฤดูฝนน้ำก็
          ท่วมไม่ถึง จึงได้พากันตั้งบ้านเรือนอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเรียกชื่อตามชื่อที่เคยอยู่เดิมคือ บ้านเชียง

          ราวปีพศ.2500 (1957) มีราษฎรขุดพบภาชนะดินเผาในทุกครั้งที่มีการขุดดิน ซึ่งไม่มีใครจะได้รู้
          คุณค่าที่แท้จริง แต่ก็ได้มีการจัดแสดงไว้ให้ประชาชนได้ชมในวาระต่างๆ ปีพศ. 2503(1960) กรม
          ศิลปากรได้เข้ามาทำการสำรวจและได้เก็บตัวอย่างโบราณวัตถุบางส่วนกลับไป แต่ก็ยังไม่มีการสำรวจ
          ทางโบราณคดีที่จริงจังเท่าใดนัก พศ. 2509(1966) Mr.Stephen Young บุตรชายของเอกอัคราชฑูต
          สหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้ามาศึกษาเรื่องราวของบ้านเชียง จึงได้พบว่ามีเศษภาชนะที่เป็น
          โบราณวัตถุกระจายอยู่ตามผิวดินทั่วไปภายในบริเวณหมู่บ้าน จึงส่งตัวอย่างไปทำการตรวจพิสูจน์ และ
          ได้ผลออกมาว่า สิ่งที่พบในบ้านเชียงนั้น เป็นโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ มีอายุกว่า
          5000 ปี

          ปีพศ. 2510 (1967) กรมศิลปากรเข้าไปดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีเป็นครั้งแรก และพบหลัก
          ฐานทางโบราณคดีต่างๆ หลายประเภท ทั้งที่เป็นโครงกระดูกและภาชนะที่เขียนลวดลายต่างๆ ด้วยสี
          แดง รวมทั้งวัตถุที่ทำด้วยหิน สำริด และเหล็ก โดยเฉพาะภาชนะดินเผาลายเขียนสี เป็นโบราณวัตถุที่
          เด่นมาก

          เนื่องจากเป็นการค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย กรมศิลปากรจึงส่งตัวอย่าง 3 ชิ้นไปยังมหาวิทยาลัย
          เพนซิลวาเนียเพื่อทำการตรวจหาอายุด้วยวิธี เทอร์โมมิเนสเซนต์ และมีรายงานว่า เศษภาชนะที่พบ
          นั้น มีอายุอยู่ในราว 7,000 - 5,000 ปี แต่การค้นคว้าในเวลาต่อมาทำให้ทราบว่า ผลการตรวจใน
          ครั้งนั้นยังไม่ถูกต้อง โดยภาชนะที่พบนั้นมีอายุราว 2,200 - 1,800 ปีเท่านั้น

          จากการค้นพบในครั้งนั้น ทำให้เกิดความตื่นตัวในการเสาะหาแหล่งโบราณคดีอื่นๆ และทำให้เกิดมี
          การลักลอบขุดเพื่อการค้ากันมากขึ้นในช่วงระหว่างปีพศ. 2512 - 2515 ทำให้คณะปฏิวัติในสมัยนั้น ได้ออกประกาศเพื่อห้ามการลักลอบขุดในเขต 8
          ตำบลของ 2 จังหวัด คือ ตำบลบ้านเชียง บ้านธาตุ ศรีสุทโธชัย อ้อมกอ จังหวัดอุดรธานี และตำบลม่วงไข่ แวง พันนา จังหวัดสกลนคร พระบาทสมเด็จ
          พระเจ้าอยู่พร้อม ด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนารถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงทอดพระเนตรการขุด
          ค้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พศ.2515 (1972) และทางกรมศิลปากรได้เปิดหลุมขุดค้นที่บริเวณวัดโพธิ
          ศรีใน ต่อมาภายหลังจึงได้ปรับปรุงแล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมจนถึง
          ปัจจุบัน

          พศ. 2517 - 2518 กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยแห่งมหาวิทยาลัยเพน
          ซิลวาเนีย ในการจัดทำโครงการวิจัยทางโบราณคดีเรียกว่า โครงการวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำ
          การสำรวจแหล่งโบราณคดีบ้านต้อง และบ้านผักตบ จังหวัดอุดรธานี และตอนกลางในจังหวัดขอนแก่น ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี
          การขุดค้นครั้งนี้เรียกว่า สหวิทยาการ [Multidis Ciplinary Researching] โดยมีนักวิชาการจากหลายสาขามาร่วมกันสำรวจเช่น นักธรณีวิทยา นักโบราณคดี
          เป็นต้น
          ผลของการศึกษาทำให้ทราบว่า ประเทศไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น เคยมีคนอาศัยอยู่ตั้งแต่
          เมื่อ 2,000,000 - 1,500 ปีมาแล้ว

          วัฒนธรรมบ้านเชียงได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามความแตกต่างของการฝังศพและภาชนะดินเผาที่ฝัง
          ลงไปพร้อมกับศพเพื่อการเซ่นไหว้ ดังนี้คือ
          1. ระยะต้น [Early Period ] มีอายุระหว่าง 5,600 - 3,000 ปี เริ่มสภาพเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม หา
              เลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตร ปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์คือ วัวและหมู ประเพณีการฝังศพมี 3 แบบคือ
              - วางศพในลักษณะนอนเข่า
              - วางศพในลักษณะนอนหงายเหยียดยาว
              - บรรจุศพในภาชนะดินเผาขนาดใหญ่แล้วนำไปฝังซึ่งพบในศพที่เป็นเด็กเท่านั้น วัฒนธรรมการฝังศพ
              ยุคก่อนประวัติศาสตร์รุ่นแรกที่พบในบ้านเชียงนั้น มักมีการบรรจุภาชนะดินเผาลงไปกับศพและประดับ
              ศพด้วยเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามยุดสมัยที่แบ่งได้อีกดังนี้
                  1.1 ระยะที่ 1 ราว 5,600 - 4,500 ปี ภาชนะดินเผาที่เด่นคือ สีดำ - เทาเข้ม มีเชิงหรือจานเตี้ยๆ
                      ส่วนบนของภาชนะมักขีดเป็นลายเส้นโค้งแล้วกดประทับด้วยลายจุดหรือเป็นเส้นสั้นๆเติมลงในพื้นที่ระ
                      หว่างลายเส้นโค้งนั้น ครึ่งล่างแต่งด้วยลายเชือกทาบ คือการทำลวดลายด้วยการใช้เชือกมากดประทับ
                  1.2 ระยะที่ 2 ราว 4,500 - 4,000 ปี เริ่มปรากฎมีการทำภาชนะดินเผาขนาดใหญ่เพื่อบรรจุศพเด็ก
                      ก่อนนำไปฝัง ลวดลายที่ปรากฎบนภาชนะ จะเป็นลายขีดคดโค้งบนพื้นที่ส่วนใหญ่ ทำให้ดูเหมือนว่า
                      ลวดลายในสมัยนี้จะเป็นลายที่หนาแน่นกว่าที่พบในสมัยแรก
                  1.3 ระยะที่ 3 ราว 4,000 - 3,500 ปี เริ่มปรากฎภาชนะที่มีผนังด้านข้าง มีลักษณะตรงถึงเกือบตรง
                      ทำให้ภาชนะมีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอก [Beaker] และพบภาชนะประเภทหม้อก้นกลม คอสั้น ปากตั้ง
                      ตรงแต่งลายด้วยการใช้เชือกทาบตลอดทั้งใบ
                  1.4 ระยะที่ 4 ราว 3,500 - 3,000 ปี เริ่มปรากฎภาชนะก้นกลม แต่งไหล่ด้วยลายขีด ผสมกับการระ
                      บายสีแดง ช่วงใต้ไหล่จะเป็นลายเชือกทาบ ภาชนะในยุคนี้เรียกว่าภาชนะแบบบ้านอ้อยแก้ว

          บ้านเชียงในยุคต้นคงจะยังไม่มีการใช้โลหะ ของมีคมส่วนใหญ่จะเป็นขวานหินขัดเครื่องประดับร่างกายก็
          จะเป็นหิน และเปลือกหอยทะเล จนถึงช่วงที่ 3 ของระยะต้น ราว 4,000 - 3,500 ปี จึงเริ่มมีการใช้โล
          หะสำริดบ้าง โดยใช้เป็นทั้งเครื่องประดับและเครื่องมือ

          2. ระยะกลาง [ Middle Period ] ราว 3,000 - 2,300 ปี โลหะสำริด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของทองแดง
          และดีบุกเป็นหลัก ได้เริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ในช่วงต้นๆยังไม่มีการใช้เหล็กจนถึงช่วงกลาง
          ของระยะนี้จึงเริ่มมีการใช้เหล็ก ในราว 2,700 - 2,500 ปี

          วัฒนธรรมการฝังศพของยุคนี้ จะจัดวางศพให้นอนหงายเหยียดยาว ในบางรายจะพบว่ามีการทุบภาชนะ
          ดินเผาให้แตกแล้วโรยทับบนศพ ภาชนะที่พบในหลุมศพในยุคนี้ มีลักษณะผิวนอกสีขาว ส่วนไหล่เป็นมุม
          หรือโค้งมากจนเกือบเป็นมุมค่อนข้างชัด มีทั้งที่เป็นแบบก้นกลมและก้นแหลม บางใบแต่งเป็นลายขีด
          ผสมกับลายเขียนสี และเริ่มมีการตบแต่งปากภาชนะด้วยการทาสีแดง

          3. ระยะปลาย [ Late Period ] ราว 2,300 - 1,800 ปี จัดเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซึ่ง
          เป็นระยะที่มีการใช้เหล็กกันแพร่หลายแล้ววัฒนธรรมการฝังศพของยุคนี้เป็นแบบวางศพให้นอนหงาย
          เหยียดยาว แล้ววางภาชนะดินเผาลงไปทับบนศพ ภาชนะที่พบในหลุมฝังศพในช่วงต้นของระยะปลายคือ
          ภาชนะที่เขียนลายสีแดงบนพื้นสีขาวนวล ในช่วงกลางเริ่มมีการเขียนลายสีแดงบนพื้นสีแดง และในช่วง
          สุดท้ายของระยะปลาย จึงเริ่มมีการฉาบภาชนะด้วยน้ำดินสีแดง และขัดมัน [Red Slipped And Burnished Potery ]

          จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียง ได้ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวน
          มากกว่า 130 โครง ซึ่งได้มีการวิเคราะห์และได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายมีความสูงเฉลี่ย 164 - 175 ซม. ผู้
          หญิงมีความสูงโดยเฉลี่ย 150 - 157 ซม. เป็นคนที่มีรูปร่างล่ำสันแข็งแรง ช่วงขายาว ใบหน้าใหญ่ หน้าผากกว้าง สันคิ้วหนาใหญ่ กระบอกตาเล็ก
          โหนกแก้มสูง และยังพบว่า คนในสมัยแรกๆมีอายุเฉลี่ย
          ประมาณ 27 ปี และในสมัยหลังมีอายุเฉลี่ยประมาณ 34 ปีโครงกระดูกที่พบส่วนใหญ่ไม่มีร่องรอยของ
          การถูกทำร้ายและการต่อสู้จึงสันนิษฐานได้ว่า สภาพชีวิตความเป็นอยู่และสังคมของชุมชนแห่งนี้ในสมัย
          ก่อนประวัติศาสตร์คงจะมีความสงบสุขพอควร

          ด้านเทคโนโลยีทางโลหะกรรมของบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้นเริ่มด้วยการใช้โลหะประเภท
          สำริดเมื่อราว 4,000 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการใช้เหล็กเมื่อประมาณ 2,700 - 2,500 ปี ใน
          ทางโลหะวิทยานั้น สำริด [Bronze] หมายถึงโลหะที่มีส่วนผสมของทองแดงเป็นหลัก และมีดีบุกผสมอยู่
          ตั้งแต่ 1 % ขึ้นไป แต่สำริดที่มีความเหมาะสมในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือ จะมีดีบุกผสมอยู่ประมาณ
          10 - 15 % วัตถุสำริดที่ขุดพบที่บ้านเชียงได้แก่ ใบหอก หัวขวาน หัวธนู กำไล และเบ็ดตกปลา ชิ้นที่เก่า
          ที่สุดคือ ใบหอกมีอายุราว 4,000 ปี

          เชสเตอร์ กอร์แมน และอาจารย์พิสิฐ เจริญวงศ์ นักโบราณคดีคนสำคัญได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับสำริดที่พบ
          ที่บ้านเชียงว่า สำริดคือการรวมตัวกันของทองแดงและดีบุก ซึ่งในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงบ้านเชียง
          นี้มีแร่ทั้ง 2 อยู่อย่างเหลือเฟือ และในครั้งแรกที่แร่ทั้ง 2 จะมารวมตัวกันได้นั้น จะต้องเป็นการรวม
          ตัวกันโดยบังเอิญแน่นอน คงไม่มีใครตั้งใจที่จะนำแร่ทั้ง 2 มาหลอมรวมกัน และเมื่อเป็นการบังเอิญ
          แร่ทั้ง 2 ชนิดจะต้องมีอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าแร่ทั้ง 2 อยู่ในที่ห่างไกลกันแล้ว ความบังเอิญดังกล่าวคงจะไม่เกิดขึ้นได้เป็นแน่
          และคนในสมัยนั้นก็มีความสามารถเป็นกรณีพิเศษอยู่
          แล้ว ในการใช้ไฟเผาภาชนะต่างๆ และบันทึกที่เก่าที่สุดที่แสดงได้ว่า มนุษย์มีการวางแผนในการหลอม
          รวมโลหะเข้าด้วยกัน คือบันทึกของชาวเพอนีเชี่ยนที่เดินทางจากทะเลเมดิเตอริเนียน ดินแดนที่อุดมไป
          ด้วยแร่ทองแดงแล้วเข้าไปยังเกาะอังกฤษ เพื่อนำทองแดงของตัวเองไปผสมกับดีบุกเพื่อทำให้เป็นสำริด
          ที่นั่น คำว่าทองแดง [Copper] มาจากคำว่า Cuprus ในภาษาลาติน ต่อมากลายเป็นชื่อเกาะ Cyprus

          เมื่อมีการขุดพบสำริดในดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอเซียไมเนอร์ ทะเลเมดิเตอเรเนียน ลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งดินแดนเหล่านั้นก็มีทองแดงอยู่เป็นจำนวนมาก
          แต่ไม่มีดีบุกอยู่เลย จึงเป็นไปได้ว่าดินแดนเหล่านั้น
          คงจะนำเอาดีบุกจากดินแดนอื่น ซึ่งรู้วิธีการทำสำริดมาก่อน ซึ่งก็คือที่บ้านเชียงนี้เองดังนั้นจึงพอสัน
          นิษฐานได้ว่า สำริดที่บ้านเชียงน่าจะมีอายุเก่ากว่าสำริดที่พบในดินแดนส่วนอื่นของโลกทั้งหมด

          อารยธรรมที่พบในดินแดนต่างๆที่ว่ากันว่าเก่าแก่แล้วนั้น เมื่อมีการค้นพบบ้านเชียงแล้ว อารยธรรม
          ในดินแดนเหล่านั้นจึงล้วนมีอายุน้อยกว่าอารยธรรมที่บ้านเชียงทั้งสิ้น เพราะได้ค้นพบว่าที่บ้านเชียงนี้
          เริ่มมีการเพาะปลูกพืชเมื่อประมาณ 9,700 ปีก่อนคศ.มาแล้วและพบวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาแบบ
          คาดเชือกเมื่อ 6,800 ปีก่อนคศ. ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมศิลปะคาดเชือกหรือโจดองเมื่อ 8,000 ปีก่อน
          คศ. ( โจดอง แปลว่า ศิลปแบบคาดเชือก )

          วัตถุโบราณบางชิ้นของบ้านเชียงพบว่า มีสัญลักษณะรูปกบประดับอยู่ ซึ่งไปเหมือนกับวัฒนธรรมดอง
          ซอนของเวียตนามซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันคือ 4 - 5,000 ปี และอารยธรรมทั้ง 2 น่าจะมีการ
          ติดต่อกันมาก่อน ซึ่งสัญลักษณ์รูปกบนั้นหมายถึงความ อุดมสมบูรณ์ เพราะกบเป็นสัตว์ที่มักจะมากับ
          สายฝน แม้แต่ในบางพื้นที่ของประเทศจีนในปัจจุบันก็ยังมีพิธีที่เกี่ยวกับการบูชากบอยู่หรือแม้ตามแหล่ง
          ที่เป็นภาพเขียนสีโบราณตามผนังถ้ำ หรือตามหน้าผา ก็พบว่ามีการเขียนเป็นรูปกบ แสดงว่ากบมีอิทธิ
          พลต่อชีวิตมนุษย์ในสมัยโบราณไม่น้อย

          การแบ่งยุคบ้านเชียงตามยุคที่ใช้วัสดุและเทคนิคการทำเครื่องใช้ได้แก่
          1. ยุคหิน [Stone Age] แบ่งย่อยได้อีกเป็น
              1.1 ยุคหินเก่า [Old Stone Age หรือ Palaeolithic Period ] ระหว่าง 5-1แสนปี
              1.2 ยุคหินกลาง[Middle Stone Age หรือ Mesolithic Period]ระหว่าง 10,000 - 6,000 ปี
              1.3 ยุคหินใหม่ [New Stone Age หรือ Neolithic Period ] ระหว่าง 6,000 - 4,000 ปี
          2. ยุคสำริด [Bronze Age] ระหว่าง 4,000 - 2,500 ปี
          3. ยุคเหล็ก [Iron Age] ระหว่าง 2,500 - 1,500 ปี

          เป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว ที่นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ให้ความสำคัญและยอม
          รับว่า บ้านเชียงเป็นร่องรอยอารยธรรมในอดีตที่ม๊ความสำคัญและให้ความรู้ถึงเรื่องราวในอดีตของผู้
          คน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งที่บ้านเชียงเอง หรือตามแหล่งอารยธรรมอื่นที่อาจมีความ เกี่ยวข้อง
          กัน องค์การยูเนสโกจึงขึ้นบัญชีไว้ให้เป็นหนึ่งใน "มรดกโลก" ทางวัฒนธรรม